ถอดรหัสวิกฤตประกันสังคม จากดราม่าชุดสูทสู่สมรภูมิบอร์ด
เบื้องหลัง iPad และยูนิฟอร์ม คือเกมกติกาเลือกตั้งบอร์ดและโจทย์กองทุนสูงวัย บททดสอบใหญ่ของ สำนักงานประกันสังคม ไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่คือความกล้าตัดสินใจเชิงโครงสร้าง
KEY
POINTS
- วิกฤตศรัทธาต่อสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เกิดจากประเด็นดราม่าเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ เช่น ชุดสูทและ iPad ซึ่งสะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อองค์กร
- ความขัดแย้งขยายวงไปสู่การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่การเปลี่ยนแปลงกติกาถูกมองว่าเป็นการเมือง ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นสมรภูมิแย่งชิงอำนาจ
- ปัญหาที่แท้จริงและใหญ่กว่าคือวิกฤตเชิงโครงสร้างและความยั่งยืนของกองทุน ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถจ่ายเงินบำนาญให้ผู้ประกันตนได้ในระยะยาว
ประกันสังคมบนทางแยกประวัติศาสตร์
จากวิกฤตศรัทธา สู่โจทย์ใหญ่ “กองทุนอยู่รอด–แรงงานอยู่ได้”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงดราม่ารายจ่ายเชิงสัญลักษณ์อย่างชุดสูท iPad หรือการดูงานต่างประเทศ หากแต่สะท้อนความสั่นคลอนของ “ศรัทธาสาธารณะ” ต่อสถาบันที่ถือเงินออมภาคบังคับของแรงงานไทยนับสิบล้านคน
นี่คือสัญญาณเตือนระดับโครงสร้าง
เพราะในโลกของนโยบายสาธารณะ ความเชื่อมั่นคือสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ และเมื่อความเชื่อมั่นเริ่มสึกกร่อน การชี้แจงเชิงเทคนิคย่อมไม่เพียงพอ สิ่งที่สังคมต้องการคือคำอธิบายเชิงระบบ ว่ากองทุนขนาดมหาศาลนี้กำลังถูกพาไปทางไหน และจะยังเป็นหลักประกันชีวิตแรงงานได้อีกนานเพียงใด
คำอธิบายของ นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการและโฆษก สปส. ช่วยเปิดให้เห็นภาพภายในองค์กรว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ระยะสั้น แต่คือแรงกดดันที่ท้าทายทั้งวัฒนธรรมการทำงานและทิศทางนโยบายระยะยาว
ดราม่างบประมาณ กับ “ยอดภูเขาน้ำแข็ง”
งบดำเนินงานของ สปส. มาจากสัดส่วนราว 10% ของเงินสมทบ 3 ฝ่าย ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนองค์กรระดับชาติที่ต้องดูแลผู้ประกันตนหลายสิบล้านสิทธิ
แต่ในสายตาสาธารณะ รายจ่ายบางรายการกลับถูกตีความเป็นสัญลักษณ์ของความฟุ่มเฟือย
ฝ่าย สปส. อธิบายว่า ชุดยูนิฟอร์มไม่ใช่เรื่องความหรูหรา หากเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ภาคสนามและการป้องกันการแอบอ้าง ขณะที่ iPad เป็นครุภัณฑ์ยืมใช้ตามแนวทางองค์กรไร้กระดาษ และของที่ระลึกสำหรับอนุกรรมการเป็นเพียงการขอบคุณเชิงสัญลักษณ์ต่อผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้ามาทำงานด้วยค่าตอบแทนต่ำกว่ามาตรฐาน
คำอธิบายเหล่านี้อาจ “ถูกต้องตามระเบียบ”
แต่คำถามเชิงนโยบายที่สำคัญกว่าคือ เหตุใดสังคมจึงไม่เชื่อ
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวรายการจัดซื้อ แต่อยู่ที่ช่องว่างระหว่างองค์กรกับผู้ประกันตน ซึ่งกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เมื่อผู้คนรู้สึกว่าเสียงของตนเองไม่มีน้ำหนัก การใช้จ่ายทุกบาทจึงถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ
สมรภูมิเลือกตั้งบอร์ด: การเมืองในระบบราชการ
อีกด้านหนึ่ง วิกฤตศรัทธายังซ้อนทับกับการปรับกติกาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ตั้งแต่การเปลี่ยนจาก “1 คน 7 สิทธิ์” เป็น “1 คน 1 สิทธิ์” ไปจนถึงคุณสมบัติผู้สมัคร
มุมมองของ สปส. คือความพยายามสร้าง “ความครอบคลุม” ให้ผู้ประกันตนมาตรา 39 และ 40 มีพื้นที่ในโครงสร้างอำนาจมากขึ้น ไม่ถูกฐานเสียงขนาดใหญ่ของมาตรา 33 กลืนหาย
ขณะที่การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ถูกอธิบายว่าเป็นการแก้ปัญหาเชิงเทคนิค เพราะแรงงานจำนวนมากทำงานต่างจังหวัด แต่มีทะเบียนอยู่ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ หากไม่จัดระบบนี้ ผู้ประกันตนบางส่วนอาจต้องเดินทางข้ามจังหวัดมาใช้สิทธิ ซึ่งไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง
ในทางทฤษฎี กติกาใหม่คือการกระจายโอกาส
แต่ในทางการเมือง ทุกการเปลี่ยนกติกาย่อมสร้างผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ และนั่นทำให้ประกันสังคมไม่ใช่เพียงหน่วยงานบริการอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็น “สนามอำนาจ” ที่มีเดิมพันสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ระเบิดเวลา 30 ปี และคณิตศาสตร์ที่หนีไม่พ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หนักหนาที่สุด ไม่ใช่เรื่องชุดสูทหรือกติกาเลือกตั้ง หากคือโจทย์ความยั่งยืนของกองทุน
นางนิยดาอธิบายตรงไปตรงมาว่า เงินสมทบรวมจากลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ซึ่งอยู่ราว 6–7% เมื่อคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย จะเพียงพอสำหรับจ่ายบำนาญให้ผู้ประกันตนได้ประมาณ 5 ปีแรกหลังเกษียณเท่านั้น หลังจากนั้น เงินที่ผู้สูงอายุได้รับคือภาระของคนทำงานรุ่นถัดไป
นี่คือหัวใจของปัญหาเชิงโครงสร้าง
ไทยใช้ระบบแบบกำหนดผลประโยชน์ (Defined Benefit) ซึ่งสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกันตน แต่ผลักความเสี่ยงทั้งหมดไปไว้ที่กองทุน ในขณะที่หลายประเทศหันไปใช้แบบกำหนดเงินสะสม (Defined Contribution) แม้กองทุนมั่นคงกว่า แต่ประชาชนจำนวนมากกลับยากจนหลังเกษียณ และสุดท้ายรัฐต้องเข้ามาอุ้ม
ไม่มีโมเดลใดสมบูรณ์แบบ
ทางเลือกของไทยจึงไม่ใช่ “เลือกแบบไหนดี” แต่คือ “จะยอมรับความจริงระดับไหน” ระหว่างการขยายอายุเกษียณ การปรับเพดานเงินสมทบ หรือการลดระดับสิทธิประโยชน์ในอนาคต
ทุกทางเลือกมีต้นทุนทางการเมือง
และนั่นคือเหตุผลที่ปัญหานี้ถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ
จากองค์กรราชการ สู่สถาบันการเงินเพื่อสวัสดิการ
ในด้านการลงทุน ปัจจุบัน สปส. มีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงราว 37% และมีรายได้ที่รับรู้จริงปีละประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยกำลังยกระดับทีมบริหารให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว
ภาพที่กำลังปรากฏคือการพยายามขยับบทบาทของ สปส. จากหน่วยงานราชการเชิงธุรการ ไปสู่ “สถาบันการเงินเพื่อสวัสดิการ” ที่ต้องตัดสินใจบนฐานข้อมูล การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงระดับเดียวกับกองทุนขนาดใหญ่ของโลก
แต่การเปลี่ยนผ่านเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากยังขาดความไว้วางใจจากเจ้าของเงินตัวจริง นั่นคือผู้ประกันตน
บทสรุป: วิกฤตศรัทธา คือโอกาสสุดท้ายของการปฏิรูป
ประกันสังคมกำลังยืนอยู่บนทางแยกทางประวัติศาสตร์
เส้นทางหนึ่ง คือการประคองระบบเดิมไปวัน ๆ จัดการดราม่าเป็นรอบ ๆ และปล่อยให้ระเบิดเวลา 30 ปีเดินหน้าต่อ
อีกเส้นทาง คือการใช้วิกฤตศรัทธาครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่ระบบบริการ การสื่อสารความจริงที่เจ็บปวด ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยมแต่จำเป็น
เงินในกองทุนประกันสังคมไม่ใช่เพียงตัวเลขในงบดุล หากคือชีวิตหลังเกษียณของแรงงานไทยทั้งประเทศ
และคำถามสุดท้ายอาจไม่ใช่ว่า สปส. จะฝ่าวิกฤตภาพลักษณ์ได้หรือไม่
แต่คือ ประเทศไทยจะกล้าฝ่าวิกฤตโครงสร้างนี้หรือเปล่า
ที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)


