เลือกตั้ง69: เพื่อไทย105เสียง ตัวแปรสำคัญ คุมเกมตั้งรัฐบาลหลังปิดหีบ
ส้ม–น้ำเงินสูสีราว 151 ที่นั่ง ทำให้ “ผู้ชนะ” ยังไม่ชี้ขาด ขณะที่เพื่อไทยแม้อยู่อันดับ 3 แต่ถือ 105 เสียงสำคัญ กลายเป็นตัวแปสำคัญ ชี้ชะตาจัดตั้งรัฐบาลหลังปิดหีบ
KEY
POINTS
- ผลคาดการณ์ สส. ชี้พรรคประชาชนและภูมิใจไทยมีคะแนนสูสีกันที่ประมาณ 151 ที่นั่ง ทำให้ไม่มีพรรคใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยลำพัง
- พรรคเพื่อไทยแม้จะได้อันดับ 3 ด้วยจำนวน สส. ราว 105 ที่นั่ง แต่กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่ทุกฝ่ายต้องดึงเข้าร่วมรัฐบาล
- สถานะดังกล่าวทำให้พรรคเพื่อไทยกลายเป็นผู้กุมอำนาจต่อรอง (Kingmaker) ในการกำหนดทิศทางและเจรจาจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
เกมสามสีบนกระดานอำนาจ
เมื่อส้ม–น้ำเงินเสมอกัน และแดงกลายเป็นผู้ถือไพ่เหนือโต๊ะ
บรรยากาศการเมืองไทยในโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง 2569 ตัวเลขคะแนนที่เริ่มนิ่ง ไม่ได้สะท้อนเพียงว่าใครจะได้ที่นั่งมากที่สุด แต่กำลังบอกใบ้ว่า ใครจะเป็นผู้กำหนดทิศทางอำนาจหลังปิดหีบ
บทวิเคราะห์ของ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นภาพการเมืองที่แตกต่างจากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อพรรคอันดับ 1 และ 2 มีตัวเลขคาดการณ์ “สูสี” กันอย่างยิ่ง ขณะที่พรรคอันดับ 3 แม้จำนวน สส. จะลดลง แต่กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของสมการจัดตั้งรัฐบาล
ตัวเลขที่ทำให้คำว่า “อันดับ 1” หมดความหมาย
การประเมินจำนวน สส. ในช่วงโค้งสุดท้ายสะท้อนภาพดังนี้
- พรรคประชาชน (ส้ม) ประมาณ 151 ที่นั่ง
- พรรคภูมิใจไทย (น้ำเงิน) ประมาณ 151 ที่นั่ง
- พรรคเพื่อไทย (แดง) ประมาณ 105 ที่นั่ง
ตัวเลขนี้ทำให้การเมืองหลังเลือกตั้งไม่ใช่เกมของ “ผู้ชนะกินรวบ” อีกต่อไป เพราะไม่ว่าพรรคใดจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 หรือ 2 ก็ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยตนเอง
ในทางกลับกัน พรรคเพื่อไทย แม้จะอยู่อันดับ 3 แต่ถือครอง 105 เสียงที่ขาดไม่ได้ สำหรับทุกสูตรรัฐบาลที่เป็นไปได้ ส่งผลให้พรรคนี้กลายเป็น “จุดศูนย์กลางของอำนาจต่อรอง” โดยปริยาย
เพื่อไทย : จากผู้ตามในสนาม สู่ Kingmaker หลังปิดหีบ
ดร.สติธร วิเคราะห์ว่า สถานะของพรรคเพื่อไทยในเกมนี้ไม่ใช่ผู้แพ้ แต่คือ ผู้ถือไพ่เหนือโต๊ะ
- หากขาดเสียงของเพื่อไทย พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้
- ทำให้คืนวันรู้ผลเลือกตั้ง พรรคอันดับ 1 และ 2 ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไป “เจรจา” ไม่ใช่รอให้เพื่อไทยตัดสินใจ
สถานะดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้เพื่อไทยใช้เกมต่อรองอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่เก้าอี้กระทรวงเศรษฐกิจหลัก ไปจนถึงความเป็นไปได้สูงสุดคือ การผลักดันแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคอันดับ 3
สูตรรัฐบาล : ง่าย–ยาก–แทบเป็นไปไม่ได้
สูตร “น้ำเงิน + แดง”
ภูมิใจไทย + เพื่อไทย
ถูกประเมินว่าเป็นสูตรที่ “ง่ายกว่า” ในเชิงปฏิบัติ
ฐานเสียงอนุรักษ์นิยมอาจไม่ชอบทั้งแดงและส้ม แต่มีความระแวงพรรคประชาชนมากกว่า
ภาพลักษณ์ของแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยอย่าง ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ถูกมองว่าสุขุม ประนีประนอม และไม่เผชิญหน้า ทำให้การเจรจาเป็นไปได้ง่าย
สูตร “ส้ม + แดง”
พรรคประชาชน + เพื่อไทย
เป็นไปได้ แต่จะเป็นการเจรจาที่เข้มข้น
- เพื่อไทยอาจใช้แต้มต่อเรียกร้องตำแหน่งระดับสูง หรือแม้แต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
- โดยอ้างบทบาทในอดีตที่เคยสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยในการโหวตเลือกนายกฯ
สูตร “ส้ม + น้ำเงิน”
ถูกมองว่าแทบเป็นไปไม่ได้
ขัดทั้งจุดยืนทางการเมืองและฐานเสียง
พรรคประชาชนไม่สามารถโหวตให้นายกฯ จากภูมิใจไทยได้ ขณะที่ภูมิใจไทยก็เผชิญแรงต้านรุนแรงหากต้องสนับสนุนฝ่ายส้ม
ทำไมเพื่อไทยจึงถูกมองว่า “คุยง่ายกว่า” ในสายตาอนุรักษ์นิยม
คำอธิบายไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือ ระดับความเสี่ยงทางการเมือง ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีความหวาดระแวงต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพรรคประชาชนมากกว่าความต้องการ “เสถียรภาพ” ถูกให้ค่าน้ำหนักมากกว่าการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้เพื่อไทยถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ “ปลอดภัยกว่า” หากต้องเลือกพันธมิตรเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
พรรคกลาง–พรรคเล็ก : จากผู้ต่อรอง สู่ผู้เติมเสถียรภาพ
หากขั้วหลักสามารถจับมือกันได้ เช่น
151 + 105 = 256 เสียง
รัฐบาลจะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งทันที ส่งผลให้พรรคขนาดกลางและเล็ก เช่น พรรคประชาชาติ หรือพรรคกล้าธรรม มีบทบาทเพียงการเสริมเสถียรภาพ อำนาจต่อรองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะรัฐบาลไม่จำเป็นต้องพึ่งทุกพรรคเหมือนในอดีต
การเลือกตั้ง 2569 อาจไม่ใช่การเลือกตั้งที่ตัดสินกันที่จำนวน สส. สูงสุด แต่เป็นการเลือกตั้งที่ตัดสินกันที่ เกมหลังปิดหีบ
ในสมการนี้ พรรคเพื่อไทยอาจไม่ได้ชนะในสนามเลือกตั้ง แต่มีโอกาสชนะในสนามเจรจา และทำให้การเมืองไทยเดินเข้าสู่รัฐบาลที่เกิดจาก “แต้มต่อ” มากกว่าลำดับคะแนน
ที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)


