เลือกตั้ง69: เงินซื้อเสียงไม่จบแค่คูหา แต่บั่นทอนเศรษฐกิจชาติ
ตัวเลขซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท อาจไม่ใช่ค่าเฉลี่ย แต่สะท้อนรากคอร์รัปชันที่บิดเบือนการเมือง ทำลายการแข่งขันธุรกิจ และเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
KEY
POINTS
- ตัวเลขซื้อเสียง 7,500 บาทเป็นข้อมูลจากผู้ตอบแบบสำรวจเพียงรายเดียว โดยค่าเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 985 บาท ซึ่งสะท้อนต้นทุนทางการเมืองที่แตกต่างกัน
- การซื้อเสียงถูกมองเป็นการลงทุนทางการเมืองที่นำไปสู่การคอร์รัปชันเพื่อถอนทุนคืน ซึ่งบิดเบือนกลไกตลาดและทำลายเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
- ผลสำรวจชี้ว่าประชาชนและภาคธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการซื้อเสียงและให้ความสำคัญกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันในการตัดสินใจเลือกตั้ง
เลือกตั้ง 2569 : เมื่อ “7,500 บาท” ไม่ใช่ตัวเลข แต่คือสัญญาณเตือนอนาคตเศรษฐกิจไทย
การเลือกตั้งปี 2569 กำลังดำเนินไปท่ามกลางการแข่งขันเชิงนโยบายที่เข้มข้น แต่ขณะเดียวกัน ประเด็น “การซื้อสิทธิขายเสียง” ก็กลับมาเป็นเงาสะท้อนด้านมืดของระบบการเมืองอีกครั้ง โดยเฉพาะกรณีตัวเลข “หัวละ 7,500 บาท” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอย่างรอบด้าน ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเงินสดในช่วงหาเสียง หากแต่เป็นภาพแทนของความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ที่อาจกัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันและอนาคตเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ที่มาของตัวเลข 7,500 บาท : ความจริงเชิงสถิติที่ต้องอธิบาย
รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์
ที่ปรึกษาประจำสภา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้แจงว่า ตัวเลข 7,500 บาทซึ่งกลายเป็นกระแสในโลกการเมืองนั้น มาจาก ผลสำรวจทัศนคติเรื่องการซื้อเสียงและการคอร์รัปชัน ภายใต้แคมเปญ Zero Corruption
การสำรวจดังกล่าวจัดทำโดยความร่วมมือของภาคธุรกิจผ่าน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และทีมวิชาการจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยร่วมกับ TDRI โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างรวม 4,800 ราย แบ่งเป็นภาคประชาชน 3,000 ราย และภาคธุรกิจ 1,700 ราย
ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ
- 7,500 บาทไม่ใช่ค่าเฉลี่ย แต่เป็นจำนวนเงินสูงสุดที่พบจากผู้ตอบเพียง 1 ราย หรือคิดเป็นเพียง 0.002% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด
- ค่าเฉลี่ยการซื้อเสียงทั่วประเทศอยู่ที่ 985 บาท
- กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีค่าเฉลี่ยสูงสุดที่ 1,169 บาท รองลงมาคือภาคเหนือ 1,076 บาท
- ตัวเลขที่ถูกตอบมากที่สุดคือ 1,000 บาท ตามด้วย 500 และ 2,000 บาท
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ตัวเลขที่สูงกว่าในพื้นที่เมืองสะท้อนทั้งค่าครองชีพที่สูงและ “เดิมพันทางการเมือง” ที่เพิ่มขึ้น เพราะเป็นการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลและการควบคุมงบประมาณภาครัฐ
สังคมตื่นตัว แต่ไม่ยอมจำนนต่อการซื้อเสียง
แม้ตัวเลข 7,500 บาทจะเป็นข้อมูลจากกรณีเฉพาะ แต่กลับกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวอย่างมากในสังคม หน่วยงานอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำไปตรวจสอบ
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ทัศนคติของประชาชนและภาคธุรกิจที่เริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
- 69% ของประชาชนยืนยันว่าจะไม่รับเงิน
- ในกลุ่มภาคธุรกิจ ตัวเลขพุ่งสูงถึง 85%
- แม้ในกลุ่มที่รับเงินถึง 71.9% ระบุว่าจะไม่เลือกนักการเมืองหรือพรรคที่ซื้อเสียง โดยมองว่าเป็นการคอร์รัปชันและสะท้อนความไร้ความสามารถ
สัญญาณเหล่านี้สะท้อนว่า “เงิน” กำลังสูญเสียพลังในการชี้ขาดทางการเมือง เมื่อประชาชนเริ่มมองไกลกว่าผลประโยชน์เฉพาะหน้า
ซื้อเสียง = การลงทุนเพื่อถอนทุนคืน : กับดักเศรษฐกิจที่ประเทศแบกรับ
ในมุมมองเศรษฐศาสตร์การเมือง การซื้อเสียงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงพฤติกรรมผิดกฎหมาย แต่คือ ต้นทุนการลงทุนทางการเมือง นักการเมืองที่ใช้เงินจำนวนมากย่อมคาดหวังการ “ถอนทุนคืน” ผ่านอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบประมาณ การออกนโยบาย หรือการเอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายธุรกิจ
ผลที่ตามมาคือ
- การบิดเบือนกลไกตลาดและ การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
- ธุรกิจสุจริตไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง
- ต้นทุนคอร์รัปชันกลายเป็นต้นทุนแฝงที่คาดเดาไม่ได้ และกัดกินศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
ภาคธุรกิจกว่า 97% เห็นตรงกันว่า คอร์รัปชันคือปัญหารุนแรง และเป็นต้นทุนที่สูงที่สุดของการทำธุรกิจ
ความกังวล “ทุนเทา” และเงารัฐมนตรีสีเทา
อีกประเด็นที่ภาคธุรกิจและประชาชนกังวลอย่างยิ่ง คือการแทรกซึมของ “ทุนเทา” หรืออาชญากรรมข้ามชาติ หากเงินที่ใช้ซื้อเสียงมีที่มาจากธุรกิจผิดกฎหมาย และสามารถผลักดันนักการเมืองเข้าสู่อำนาจรัฐได้ ประเทศอาจเผชิญกับภาวะ “รัฐมนตรีสีเทา” ที่ใช้อำนาจรัฐรับใช้ผลประโยชน์นอกระบบ
ในสายตานักเศรษฐศาสตร์ นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาภายใน แต่เป็นความเสี่ยงต่อ
ภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก
ความเชื่อมั่นของนักลงทุน
และความเสี่ยงที่ GDP จะถูกมองว่าเชื่อมโยงกับกิจกรรมผิดกฎหมาย
นโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน : เกณฑ์ขั้นต่ำของการเมืองยุคใหม่
ผลสำรวจสะท้อนชัดว่า นโยบายต่อต้านคอร์รัปชันได้กลายเป็น เงื่อนไขพื้นฐาน ในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- 58.7% ระบุว่าจะไม่เลือกพรรคที่ไม่มีจุดยืนต่อต้านคอร์รัปชัน
- “รัฐบาลที่บริหารอย่างโปร่งใส” ถูกจัดอันดับความคาดหวังใกล้เคียงกับการแก้ปัญหาค่าครองชีพ
ปรากฏการณ์นี้สร้างแรงกดดันเชิงบวกให้พรรคการเมืองแทบทุกพรรคต้องนำประเด็นความโปร่งใสขึ้นมาเป็นนโยบายหลัก ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้งหลายครั้งในอดีต
บทสรุป : 7,500 บาท กับราคาที่ประเทศไม่ควรต้องจ่าย
ท้ายที่สุด ตัวเลข 7,500 บาท ไม่ได้สำคัญในฐานะจำนวนเงิน หากแต่เป็น สัญญาณเตือน ว่าการเมืองที่ตั้งอยู่บนฐานของการซื้อเสียง คือจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ผลสำรวจภายใต้แคมเปญ Zero Corruption สะท้อนชัดว่า ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ “ไม่ทน” ต่อคอร์รัปชัน และกำลังใช้บัตรเลือกตั้งเป็นเครื่องมือคัดกรองผู้นำที่โปร่งใส เพราะตระหนักดีว่า หากได้รัฐบาลที่ไม่สะอาด ปัญหาปากท้องและอนาคตประเทศจะยิ่งเลวร้ายลง
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันของพรรคการเมือง แต่คือการตัดสินใจร่วมกันว่า ประเทศไทยจะยอมจ่ายราคาแห่งคอร์รัปชันต่อไป หรือเลือกลงทุนกับอนาคตที่โปร่งใสและยั่งยืนกว่าเดิม
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)


