posttoday

รังสิมันต์โต้ดีลลับบิ๊กโจ๊ก ปฏิรูปตำรวจขัดอำนาจเดิม สกัดพรรคก่อนเลือกตั้ง

22 มกราคม 2569

รังสิมันต์ โรม ปฏิเสธข้อกล่าวหาดีลลับกับบิ๊กโจ๊ก ยืนยันรับข้อมูลตามบทบาทฝ่ายค้านและ กมธ.ความมั่นคง ชี้นโยบายปฏิรูปตำรวจขัดอำนาจเดิม มองเป็นเกมสกัดพรรคก่อนเลือกตั้ง 2569

KEY

POINTS

  • รังสิมันต์ โรม ปฏิเสธข้อกล่าวหา "ดีลลับ" กับบิ๊กโจ๊ก โดยยืนยันว่าการรับข้อมูลเป็นไปตามหน้าที่ของฝ่ายค้านและกรรมาธิการ ไม่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น
  • ชี้ว่านโยบายปฏิรูปตำรวจของพรรคที่มุ่งกระจายอำนาจและลดบทบาท ผบ.ตร. ขัดแย้งโดยตรงกับผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจเดิม ทำให้การทำดีลเป็นไปไม่ได้
  • มองว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นเกมการเมืองของกลุ่มอำนาจเก่าที่เสียประโยชน์ เพื่อสกัดและทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคก่อนการเลือกตั้งปี 2569

“รังสิมันต์ โรม” ปัดดีลลับบิ๊กโจ๊ก

ย้ำรับข้อมูลตามหน้าที่ กมธ. ชี้ปฏิรูปตำรวจขัดผลประโยชน์อำนาจเดิม
โต้ทุนสีเทา–มองเกมสกัดพรรคก่อนเลือกตั้ง 2569

 

รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาชน ออกมาชี้แจงกรณีถูก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กล่าวหาว่ามีการรับข้อมูลและทำ “ดีลลับ” กับ สุรเชชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมือง โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ไม่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น และการรับข้อมูลเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านและกรรมาธิการความมั่นคงเท่านั้น

ยืนยันชัด ไม่มี “Quid Pro Quo”

นายรังสิมันต์ ระบุว่า ความสัมพันธ์กับแหล่งข่าวทุกฝ่าย—including บิ๊กโจ๊ก—ไม่ใช่การซื้อขายข้อมูล และไม่มีข้อตกลงแอบแฝงใด ๆ

  • ไม่มีการสัญญาตำแหน่งหรืออำนาจ ข้อกล่าวหาว่าหากให้ข้อมูลเรื่อง สส. 10 คน จะได้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีคุมตำรวจ ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
  • ธรรมชาติของการร้องเรียน ผู้ที่นำข้อมูลมาให้ส่วนใหญ่เป็นผู้เดือดร้อนหรือพบความไม่ชอบมาพากล การนำเรื่องไปตรวจสอบคือการตอบสนองต่อการร้องเรียน ไม่ได้มีผลประโยชน์อื่นตอบแทน
  • ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเปิด หลายประเด็นเป็น Open Source ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ข้อมูลลับที่ต้องแลกด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง

นโยบายปฏิรูปตำรวจคือหลักฐานว่า “ดีลไม่ได้”

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องดีลลับขาดน้ำหนัก คือ แนวทางปฏิรูปตำรวจของพรรคขัดแย้งโดยตรงกับผลประโยชน์ของนายตำรวจระดับสูง

  • เสนอ “โมเดลตำรวจแบบญี่ปุ่น” กระจายอำนาจ ลดการรวมศูนย์ที่ ผบ.ตร.
  • หากปฏิรูปสำเร็จ อำนาจ ผบ.ตร. จะถูกจำกัด เหลือบทบาทกำกับมาตรฐาน
  • แนวคิดนี้ไม่สอดคล้องกับระบบรวมศูนย์ จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีดีลผลักดันอำนาจให้บุคคลใด

รับข้อมูลคือหน้าที่ตรวจสอบ ไม่ใช่การเลือกข้าง

ยอมรับว่าเคยได้รับข้อมูลจากบิ๊กโจ๊กจริง แต่เป็นไปตามหลักการทำงานของฝ่ายค้าน

การตรวจสอบจำเป็นต้องรับข้อมูลจากทุกฝ่าย รวมถึงคู่ขัดแย้งในระบบราชการ

ในอดีตเคยตรวจสอบบิ๊กโจ๊กในหลายกรณี และหากพบการกระทำผิดต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริง ไม่มีการปกป้องหรือเป็นพันธมิตรทางการเมือง

ตั้งข้อสังเกตข้อมูล “ชูวิทย์” คลาดเคลื่อน

มองว่าข้อมูลในรอบนี้มีความคลาดเคลื่อนสูง เมื่อเทียบกับช่วงเปิดโปงเครือข่ายจีนเทา โดยเรื่องดีลลับเป็นเพียงการคาดเดาทางการเมือง มากกว่าข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานรองรับ

โมเดลปฏิรูปตำรวจแบบ “ญี่ปุ่น” : ผ่าตัดอำนาจ–ตัดระบบอุปถัมภ์

อธิบายนโยบายปฏิรูปตำรวจว่าเป็นการ “รื้อโครงสร้าง” ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนตัวบุคคล

1) กระจายอำนาจจากศูนย์กลาง

  • เปลี่ยนจากระบบ ผบ.ตร. เป็นศูนย์รวมอำนาจ ไปสู่การให้อำนาจตำรวจภูธรจังหวัด
  • ลดการวิ่งเต้นส่วนกลาง และยึดโยงการทำงานกับพื้นที่จริง

2) ปรับบทบาท ผบ.ตร.

  • ลดอำนาจสั่งการแบบรวมศูนย์
  • ทำหน้าที่กำกับมาตรฐานและนโยบายภาพรวม (Regulator)

3) ตัดวงจรระบบอุปถัมภ์

  • ลดแรงจูงใจการวิ่งเต้นตำแหน่ง
  • ความก้าวหน้าอาชีพยึดผลงานในพื้นที่ มากกว่าสายสัมพันธ์

“Sound Vote” แสดงวิสัยทัศน์ เลิกตั๋ว–เพิ่มความโปร่งใส

  • พรรคเสนอระบบ ซาวเสียง (Sound Vote) ให้ตำรวจมีส่วนร่วมสะท้อนความต้องการผู้นำ
  • ลงคะแนนผ่านแพลตฟอร์มปกปิดตัวตนแต่ยืนยันสถานะได้
  • ผู้สมัคร ผบ.ตร. ต้องแสดงวิสัยทัศน์ แผนงาน และเป้าหมายชัดเจน
  • ผลโหวตอาจไม่ผูกพันโดยตรง แต่เป็นกลไกถ่วงดุล เพิ่มความชอบธรรมการแต่งตั้ง

แนวคิดนี้เปลี่ยนการแข่งขันจาก “เส้นสาย–ตั๋ว” เป็น “แผนงาน–ผลงาน” และเพิ่มการตรวจสอบได้

ปฏิรูปเพื่อยกระดับสวัสดิการตำรวจชั้นผู้น้อย

  • ผลเชิงบวกจากการรื้อโครงสร้าง ได้แก่
  • งบประมาณถึงผู้ปฏิบัติงานโดยตรง
  • ลดการหักหัวคิวจากระบบอุปถัมภ์
  • เพิ่มอำนาจต่อรองผ่านการมีส่วนร่วมเลือกผู้นำ

โต้ “ทุนสีเทา” ย้ำไม่ปกป้องพวกพ้อง

  • ยืนยันพรรคมีกระบวนการคัดกรองเข้มงวด แม้เปิดกว้างแต่พร้อมตัดสินใจเด็ดขาด
  • ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและการเงิน
  • หากพบความเสี่ยง พร้อมไม่ส่งผู้สมัคร แม้เป็นพื้นที่มีโอกาสชนะ เพื่อรักษามาตรฐานการเมือง

วิเคราะห์เกม “ระบอบปรสิต” สกัดพรรคก่อนเลือกตั้ง 2569

  • มองว่าการโจมตีระยะนี้คือความพยายามของกลุ่มอำนาจเดิมที่หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง
  • หากพรรคได้เป็นรัฐบาล จะกระทบผลประโยชน์ระบบหักหัวคิวและการเมืองถอนทุน
  • จึงใช้ข่าวลือและกฎหมายเป็นเครื่องมือดิสเครดิต

ยุทธศาสตร์สู่ปี 2569

พรรคยืนยันเดินเกมด้วย นโยบาย ไม่ใช่ทุนทรัพย์

  • ใช้เงินเลือกตั้งอย่างจำกัด
  • แข่งขันเชิงนโยบายและวิสัยทัศน์
  • เปิดกว้างดึงบุคลากรคุณภาพจากภายนอก

นายรังสิมันต์ โรม สรุปว่า ข้อกล่าวหาเรื่องดีลลับและทุนสีเทาเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง ขณะที่พรรคประชาชนพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยการตรวจสอบภายในอย่างเข้มข้น และมุ่งสู่การเลือกตั้งปี 2569 ด้วยนโยบายปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นหลัก.

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม) 

ข่าวล่าสุด

ลั่นกลองรบ! ชำแหละยุทธวิธี 20 มหาสงคราม หนังสือเด็ดห้ามพลาด!