posttoday
เลือกตั้ง69 ไร้แลนด์สไลด์ เกมขั้วอำนาจเก่าชี้ขาดตั้งรัฐบาล

เลือกตั้ง69 ไร้แลนด์สไลด์ เกมขั้วอำนาจเก่าชี้ขาดตั้งรัฐบาล

08 มกราคม 2569

เลือกตั้ง69 สะท้อนโครงสร้างการเมืองใหม่ ไม่มีพรรคครองเสียงข้างมาก อันดับหนึ่งไม่การันตีตั้งรัฐบาล ตัวแปรจริงอยู่ที่ขั้วอำนาจเก่า การจับขั้วและดีลหลังเลือกตั้งคือจุดตัดสินอำนาจรัฐ

KEY

POINTS

  • การเลือกตั้งปี 2569 คาดว่าจะไม่มีพรรคใดชนะแบบแลนด์สไลด์ ทำให้ต้องจัดตั้งรัฐบาลผสม
  • พรรคเพื่อไทยถูกคาดการณ์ว่าจะมีที่นั่ง สส. มากที่สุด แต่คะแนนจะใกล้เคียงกับพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย
  • ตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลคือ "ขั้วอำนาจเก่า" ที่อาจรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลแข่ง แม้พรรคเพื่อไทยจะได้อันดับหนึ่งก็ตาม

สืบเนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากในสภาอย่างเด็ดขาด คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า พรรคใดจะสามารถก้าวขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสมได้

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน วิเคราะห์การเมือง เลือกตั้ง69 ว่า การออกแบบระบบเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ แบ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 400 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ส่งผลโดยโครงสร้างให้เกิดรัฐบาลผสม และแทบเป็นไปไม่ได้ที่พรรคการเมืองใดจะชนะเลือกตั้งเพียงพรรคเดียวเกิน 250 ที่นั่ง

พรรคการเมืองที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องสามารถรวบรวม “เสียงข้างมาก” ในสภา เพื่อเสนอรายชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 วรรคสาม โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ พรรคดังกล่าวต้องมี สส. ไม่น้อยกว่า 25 คน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 ประกอบมาตรา 159 วรรคหนึ่ง

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติว่า พรรคที่ได้ที่นั่งอันดับหนึ่งต้องเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก่อน หากแต่เป็นมารยาททางการเมืองและประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หากพรรคอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงเปิดทางให้พรรคอันดับถัดไปที่รวบรวมเสียงข้างมากได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลแทน

ในบริบทนี้ ประเด็นสำคัญคือ พรรคภูมิใจไทยจะต้องคว้าที่นั่งอันดับหนึ่งเท่านั้น เพื่อให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองได้ หากพรรคภูมิใจไทยได้อันดับสองหรือสาม ย่อมเป็นเพียงตัวแปรทางการเมือง ไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ส่งผลให้ยุทธศาสตร์ “4 เดือนเพื่อครองอำนาจ 4 ปี” สะดุดลงทันที

สัญญาณการแข่งขันเริ่มดังขึ้นตั้งแต่ก่อนสิ้นปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ปีม้าทอง” แม้จะมีพรรคการเมืองลงแข่งขันถึง 57 พรรค แต่สมรภูมิหลักกลับอยู่ที่การเมือง “สามก๊ก” ได้แก่ สีแดง สีส้ม และสีน้ำเงิน

พรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน) มีจุดแข็งจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ ถืออำนาจรัฐอยู่ในมือ และใช้ยุทธศาสตร์กวาดตระกูลการเมืองบ้านใหญ่ หวังครองอันดับหนึ่งในสภา ตั้งเป้าไว้สูงถึง 150 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญคือภาพลักษณ์ด้านการบริหารจัดการ

โดยเฉพาะกรณีภัยพิบัติน้ำท่วมภาคใต้ที่หาดใหญ่ ซึ่งกระทบคะแนนนิยมอย่างหนัก เปิดช่องให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาแย่งคืนฐานเสียง นอกจากนี้ พรรคสีน้ำเงินยังไม่สามารถครองใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครได้ เพราะคนเมืองเลือกตามกระแส มากกว่าฐานอุปถัมภ์ ทำให้แม้บ้านใหญ่ในชนบทจะย้ายขั้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกวาดที่นั่งได้ทั้งหมด คาดว่าจะได้ สส. ไม่เกิน 130 ที่นั่ง

พรรคเพื่อไทย (สีแดง) แม้ยังถูกกระทบจาก “คลิปเสียงอังเคิล” ที่คอยหลอกหลอน และนโยบายหลายส่วนถูกมองว่าเป็นการนำของเดิมมาปรับใช้ อีกทั้งการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นนักวิชาการถูกวิจารณ์ว่า ขาดประสบการณ์เชิงบริหารประเทศ

จุดแข็งสำคัญยังคงอยู่ที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีแนวโน้มได้เพียงบางส่วน ส่วนภาคใต้แทบไร้ฐานเสียง คาดว่าจะคว้าที่นั่งไม่เกิน 140 ที่นั่ง

พรรคประชาชน (สีส้ม) ชูธงแก้รัฐธรรมนูญ และสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” พร้อมเปิดตัวว่าที่รัฐมนตรีล่วงหน้าในภาพ “รัฐบาลประชาชน” แม้กฎหมายเลือกตั้งไม่ห้าม เพราะถือเป็นผู้ช่วยหาเสียง

แต่การใช้วาทกรรม “ไม่มีเทา” กลับถูกตั้งคำถามจากกรณีผู้สมัครที่เคยมีข้อหาฟอกเงินยาเสพติด แม้จะมีการเปลี่ยนตัวแล้วก็ตาม นอกจากนี้ การเน้นประเด็นรัฐธรรมนูญมากกว่าปัญหาปากท้อง ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้โอกาสคว้าที่นั่งลดลงจากปี 2566 คาดว่าจะได้ สส. ไม่เกิน 135 ที่นั่ง

ที่นั่งส่วนที่เหลือจะกระจายไปยังพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็ก โดย ตัวแปรสำคัญอยู่ที่พรรคกล้าธรรม ซึ่งแม้จะเป็นพรรคน้องใหม่ แต่ใช้ยุทธศาสตร์ “พลังดูด” ดึง สส. เข้าพรรคก่อนเลือกตั้ง และใช้โมเดลกวาดบ้านใหญ่ในระดับเขต คาดว่าจะได้ที่นั่งราว 45–50 ที่นั่ง

ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ปรับเปลี่ยนผู้นำพรรค และชูนโยบาย “ไทยหายจน” อาจเรียกกระแสกลับมาได้บางส่วน โดยเฉพาะในภาคใต้และกรุงเทพฯ คาดว่าจะได้ สส. เพิ่มไม่เกิน 30–35 ที่นั่ง

ฟันธงผลเลือกตั้ง
อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย
อันดับ 2 พรรคประชาชน
อันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย

อย่างไรก็ตาม ตัวแปรการจัดตั้งรัฐบาลยังอยู่ที่ “ขั้วสีน้ำเงิน” ในอำนาจเก่า แม้พรรคเพื่อไทยจะได้อันดับหนึ่ง แต่หากพรรคภูมิใจไทยผนึกกำลังกับพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคขนาดกลาง–เล็ก ก็ยังสามารถรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้

การเมืองในปีม้าทองจึงอาจเห็นการใช้เทคนิค “ล็อกสเปก” ล่วงหน้า ทั้งการแจกโปร แจกเก้าอี้ก่อนวันกาบัตรเลือกตั้ง สูตร แดงบวกน้ำเงิน ไม่จับมือส้ม มีความเป็นไปได้ และหากเกิดขึ้นจริง ชื่อของนายกรัฐมนตรีอาจยังคงเป็น อนุทิน ชาญวีรกูล.

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ