เลือกตั้ง69 การเมืองไทยเกมเปิดกว้าง เพื่อไทยถือกุญแจตั้งรัฐบาล
การเลือกตั้งปี 2569 เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คะแนนยังไม่ตัดสินใจพุ่งสูง พรรคใหญ่สูสี สมการรัฐบาลเปิดทุกสูตร โดย “เพื่อไทย” กลายเป็นผู้ตัดสินเกมอำนาจ
KEY
POINTS
- การเลือกตั้งปี 2569 มีความไม่แน่นอนสูงจากคะแนนเสียงของกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจซึ่งมีจำนวนมาก ทำให้ผลลัพธ์คาดเดาได้ยาก
- การแข่งขันสูสีระหว่าง 3 พรรคการเมืองหลักทำให้สมการจัดตั้งรัฐบาลเปิดกว้างได้หลายสูตร โดยไม่มีพรรคใดมีแนวโน้มชนะขาดลอย
- พรรคเพื่อไทยอยู่ในตำแหน่งสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ มีอำนาจต่อรองสูง และการตัดสินใจของพรรคจะเป็นตัวชี้ขาดว่าขั้วใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล
การเลือกตั้งปี 2569 กำลังนำการเมืองไทยเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คะแนนเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจพุ่งสูง พรรคการเมืองแข่งขันสูสี และสมการจัดตั้งรัฐบาลเปิดกว้าง ทำให้ผลลัพธ์หลังเลือกตั้งยากจะคาดเดาและต้องจับตาทุกจังหวะ
คะแนนลังเลสูง–สนามเลือกตั้งที่ยังไม่ปิดเกม
การเมืองไทยก่อนเลือกตั้งปี 2569 ถูกนิยามด้วยคำว่า “ไม่แน่นอน” อย่างชัดเจน จากมุมมองของ ผู้ช่วยศาสตราจาย์ "ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล" อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า ระดับความผันผวนครั้งนี้สูงกว่าการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งในเชิงพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งและโครงสร้างการแข่งขันของพรรคการเมือง
ตัวเลขโพลที่ประชาชนกว่า 1 ใน 3 ของประเทศยัง “ไม่ตัดสินใจ” และในกรุงเทพมหานครพุ่งถึง 40–47% ถือว่าสูงผิดปกติในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง สะท้อนสองนัยสำคัญ คือ ความไม่พอใจต่อทางเลือกเดิม และความคาดหวังต่อทางเลือกใหม่ที่ยังไม่ปรากฏชัด ประชาชนจำนวนมากจึงเลือก “รอดู” แทนการตัดสินใจล่วงหน้า
ขณะเดียวกัน ภาพรวมพรรคการเมืองดูเหมือนคึกคักจากการเกิดพรรคใหม่และการดึงบุคคลมีชื่อเสียงเข้ามาเล่นการเมือง แต่ในเชิงปริมาณกลับสวนทาง จำนวนผู้สมัคร ส.ส.เขตลดลงราว 1,000 คน และจำนวนพรรคหดจาก 70 เหลือ 52 พรรค สะท้อนการคัดกรองเชิงโครงสร้างและต้นทุนทางการเมืองที่สูงขึ้น โดยกรุงเทพฯ ยังคงเป็นสนามรบหลัก มีผู้สมัครเฉลี่ยราว 14 คนต่อเขต
สามพรรคหลัก–สามสูตรรัฐบาล กับเงื่อนไขที่ซ้อนทับ
จากข้อมูลโพล พรรคที่มีโอกาสได้เกิน 100 ที่นั่งมีอยู่ 3 พรรค คือ พรรคส้ม พรรคแดง และพรรคน้ำเงิน ซึ่งมีคะแนนสูสีกันอย่างมาก อันดับหนึ่ง-สอง-สาม ยังสลับตำแหน่งได้ตลอดเวลา ขณะที่พรรคอันดับ 4–5 อย่างพรรคฟ้าและพรรคเขียว แม้ยังมีบทบาท แต่ไม่สามารถรวมตัวเป็น “ก้อนอำนาจ” ขนาดใหญ่ได้
ผลลัพธ์คือ สมการจัดตั้งรัฐบาลเปิดกว้างถึง 3 สูตรหลัก ได้แก่ ส้ม–แดง, ส้ม–น้ำเงิน และ น้ำเงิน–แดง โดยยังไม่สามารถตัดสูตรใดออกได้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง เงื่อนไขการเมืองหลังบ้านจึงมีน้ำหนักไม่แพ้ผลคะแนนในคูหา
หนึ่งในตัวแปรสำคัญคือ “เส้นแดง” ทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นมาตรา 112 ที่ถูกยกระดับจากกฎหมายไปเป็นเครื่องมือคัดกรองพันธมิตร ผู้นำพรรคน้ำเงินประกาศชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่มีแนวคิดแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพรรคส้ม ดร.ปริญญามองว่า การดึงสถาบันเข้ามาอยู่ในเกมต่อรองทางการเมืองไม่เหมาะสม และยิ่งทำให้ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างฝังลึกขึ้น
แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 เข้าข่ายบ่อนทำลายการปกครอง ทำให้ไม่อาจใช้เป็นนโยบายหาเสียงได้ แต่ในทางปฏิบัติ ประเด็นนี้ยังถูกใช้เป็นเงื่อนไขตั้งรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็น “ตัวล็อก” ทางการเมืองที่ทรงพลัง
เพื่อไทย ตัวแปรชี้ขาดในเกมรัฐบาลผสม
ภายใต้สมการทั้งหมด พรรคที่ขยับขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์คือพรรคเพื่อไทย หากได้เพียงอันดับ 3 กลับยิ่งเพิ่มอำนาจต่อรอง เพราะสามารถเลือกเติมเต็มขั้วใดก็ได้ แต่หากพรรคส้มหรือพรรคน้ำเงินได้อันดับหนึ่ง การตัดสินใจของเพื่อไทยจะเป็นตัวชี้ขาดว่าใครได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ในเชิงจุดแข็ง–จุดอ่อน พรรคการเมืองหลักต่างมีภาระที่ต้องแบก ภูมิใจไทยได้เปรียบจากสถานะรัฐบาลเดิมและเครือข่ายอำนาจ แต่ต้องเผชิญคำถามเรื่องผลงานและข้อครหาคดีความ เพื่อไทยได้ภาพลักษณ์ใหม่จากผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ยังถูกทวงถามนโยบายที่ประกาศไว้แล้วทำไม่ได้ ขณะที่พรรคส้มยังครองกระแสนิยม แต่เผชิญแรงต้านจากประเด็นอ่อนไหวและคดีของผู้สมัครบางราย
เมื่อไม่มีพรรคใดมีแนวโน้มได้ถึง 200 ที่นั่ง รัฐบาลผสมจึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดร.ปริญญามองว่า รัฐบาลผสมไม่จำเป็นต้องเป็นจุดอ่อนเสมอไป หากออกแบบกลไกความร่วมมือที่ดี อาจทำให้รัฐบาลต้องรับฟังเสียงประชาชนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญปัจจุบันยังเปิดช่องให้เกิด “ทางตัน” ได้ง่าย ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาหลังวันเลือกตั้ง
การเลือกตั้งปี 2569 คือเกมการเมืองที่ยังไม่ปิด คะแนนลังเลสูง พรรคใหญ่สูสี และเงื่อนไขเชิงโครงสร้างซ้อนทับ ผู้ชนะอาจไม่ชัดในคืนเลือกตั้ง แต่จะถูกตัดสินผ่านการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล โดยมี “เพื่อไทย” เป็นกุญแจสำคัญของสมการอำนาจ
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
ที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)


