posttoday

3คลื่นแรง ทางแยกรัฐบาลอนุทิน : ยุบสภา–ฮั้วสว.–รัฐธรรมนูญส่อล้ม

16 พฤศจิกายน 2568

รัฐบาลเผชิญสามคลื่นแรงพร้อมกัน—กระแสยุบสภา, เกมพลิกคดีฮั้วสว. และทางตันแก้รัฐธรรมนูญ—ทั้งหมดกดทับให้การเมืองมุ่งสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี

KEY

POINTS

  • รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันให้ตัดสินใจยุบสภา เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองและหลีกเลี่ยงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
  • คดีฮั้ว สว. มีแนวโน้มจะถูกทำให้ล้มเหลวจากกระบวนการที่ถูกแทรกแซงทางการเมืองและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง
  • ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญใกล้ล้มเหลว เนื่องจากสาระสำคัญหลัก เช่น การมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ถูกตัดทิ้งในชั้นกรรมาธิการ

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังก้าวสู่ “ทางแยก” ที่รัฐบาลไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป สามปัจจัยคือ ยุบสภา, คดีฮั้วสว., และความล้มเหลวของการแก้รัฐธรรมนูญกำลังเคลื่อนมาบรรจบกันและทำให้การตัดสินใจของรัฐบาลมีน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์สูงสุดนับตั้งแต่วันรับตำแหน่ง

 

1.ยุบสภาเร็ว–หรือรอ MOA: ทางเลือกที่ไม่มีใครสบายใจ

แม้เส้นตาย MOA อยู่ที่ 31 มกราคม แต่การเมืองจริงซับซ้อนกว่าเอกสาร บริบทรอบตัวรัฐบาลเปลี่ยนเร็ว ทั้งคะแนนนิยมที่แกว่งตามกระแสชาตินิยม รอยร้าวภายในพรรคร่วม และการดึงบ้านใหญ่สำเร็จซึ่งอาจเสี่ยงถูกดึงกลับ

เหตุผลรองรับการยุบสภาเร็ว:

– เก็บเกี่ยวกระแสชาตินิยมก่อนอ่อนแรง

– ตัดหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจในชุดประเด็นแรง: สแกมเมอร์, ฮั้วสว., เขาประโดง

– การโยกย้ายข้าราชการหลักเกือบเสร็จสิ้น

– ล็อกฐานบ้านใหญ่ก่อนถูกแย่งตัว

เหตุผลที่เคยรองรับการรอถึง MOA แต่วันนี้ใช้ไม่ได้แล้ว:

– “ไม่มีเรื่องอื้อฉาว” ถูกล้มด้วยการลาออกรัฐมนตรี

– นโยบายเศรษฐกิจไม่ฟื้น ต้องพึ่งแคมเปญกระตุ้น

– แก้รัฐธรรมนูญสะดุดจนแทบไม่เหลือเนื้อหา

ตัวแปรหนักสุดคือกระแสชาตินิยม

นายกฯ อนุทินพลิกจุดยืนทิ้งการประนีประนอมกับสหรัฐฯ เดินหน้าวาทกรรม “ปกป้องอธิปไตยแบบ My Way” เพื่อกดดันกระแสวิจารณ์ทุนเทา–สแกมเมอร์ และสร้างคะแนนนิยมทางลัดในเวลาอันจำกัด

2.เกมพลิกคดีฮั้วสว.: เมื่อกระบวนการยุติธรรมสั่นตามแรงลมการเมือง

คดีฮั้วสว. ซึ่งควรสะท้อนความโปร่งใสของสภาสูง กำลังถูกทำให้หมดความหมายผ่านสัญญาณความพยายาม “ล้มคดีแบบเป็นระบบ” จุดเปลี่ยนหนักเกิดเมื่อพยานปากเอกกลับคำให้การ อ้างถูกข่มขู่โดยผู้มีอำนาจในรัฐบาลก่อน

สัญญาณความผิดปกติที่ส่งกลิ่นทางการเมืองชัดเจน:

Conflict of Interest เต็มรูปแบบ

สว. 138 คนที่ถูกสอบสวน คือกลุ่มเดียวกับผู้แต่งตั้ง กกต. ใหม่ 5 จาก 7 คน ซึ่งต้องมาตัดสินคดีของตัวเอง

กระบวนการยื้อ 4 ชั้นของ กกต.

การลากยาวไปถึง มีนาคม 2569 ทำให้สว. ชุดนี้ใช้อำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระได้แทบครบวาระ ก่อนคดีจะจบพ

ยานไม่มาศาลแม้แต่รายเดียวทั้งจังหวัด

DSI เรียกพยานบุรีรัมย์ 24 คน ที่ไม่มีใครโผล่มา

ทั้งหมดสะท้อน “ตลกร้ายทางการเมืองไทย” ที่จัดวางอย่างรัดกุม และเปิดทางให้คดีจบแบบไร้ร่องรอยความรับผิด

3.แก้รัฐธรรมนูญติดหล่ม: หลักการใหญ่ถูกตัดทิ้งจนแทบเกลี้ยง

ความหวังเรื่องการปฏิรูปผ่านการแก้รัฐธรรมนูญค่อย ๆ มอดดับ เมื่อสาระสำคัญถูกตัดออกในชั้น กมธ. แทบทั้งหมด

สิ่งที่ถูกตัดทิ้ง:

  • สสร. เลือกตั้งโดยตรง
  • สภาที่ปรึกษาจากประชาชน

 

สิ่งที่เหลืออยู่:

  • กมธ.ยกร่างฯ แต่งตั้งโดยรัฐสภา

แผนผังเสียง กมธ. บอกชะตากรรมตั้งแต่วันแรก:

– รัฐบาล + สว. 22 เสียง

– ฝ่ายค้านรวม 19 เสียง

สูตรนี้ทำให้พรรคประชาชนเสียธงยุทธศาสตร์สำคัญไปหมด จนถูกตั้งคำถามว่า “พลาดเกมสภา” และปล่อยให้เนื้อหาที่สำคัญต่อประชาชนสลายหายไปทีละข้อ

บทสรุป: สามแรงกดดันเข้าสู่ศูนย์กลางเดียว—จุดเปลี่ยนรัฐบาล

เมื่อยุบสภา, คดีฮั้วสว., และความล้มเหลวในการแก้รัฐธรรมนูญ เดินเข้ามาชนกันพอดี รัฐบาลจึงเหลือพื้นที่ตัดสินใจจำกัดลงทุกวัน

– ยุบสภา = รีเซ็ตเกมก่อนโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ

– ฮั้วสว. = ต้องควบคุมทิศทางผลลัพธ์

– แก้รัฐธรรมนูญ = แทบไร้อนาคตในสภาชุดนี้

นี่คือช่วงเวลาที่จะกำหนดชะตาการเมืองไทยระยะยาว และกำหนดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันการเมืองในทศวรรษต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ที่มา :เนชั่นสุดสัปดาห์ (คลิ๊กชม)

เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง

ข่าวล่าสุด

ทองคำหยุดตกแล้ว! MTS Gold ชี้ 7 หมื่นบาทคือฐานใหม่ - ปีหน้าลุ้นแสนบาท