3คลื่นแรง ทางแยกรัฐบาลอนุทิน : ยุบสภา–ฮั้วสว.–รัฐธรรมนูญส่อล้ม
รัฐบาลเผชิญสามคลื่นแรงพร้อมกัน—กระแสยุบสภา, เกมพลิกคดีฮั้วสว. และทางตันแก้รัฐธรรมนูญ—ทั้งหมดกดทับให้การเมืองมุ่งสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี
KEY
POINTS
- รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันให้ตัดสินใจยุบสภา เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองและหลีกเลี่ยงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
- คดีฮั้ว สว. มีแนวโน้มจะถูกทำให้ล้มเหลวจากกระบวนการที่ถูกแทรกแซงทางการเมืองและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง
- ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญใกล้ล้มเหลว เนื่องจากสาระสำคัญหลัก เช่น การมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ถูกตัดทิ้งในชั้นกรรมาธิการ
สถานการณ์การเมืองไทยกำลังก้าวสู่ “ทางแยก” ที่รัฐบาลไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป สามปัจจัยคือ ยุบสภา, คดีฮั้วสว., และความล้มเหลวของการแก้รัฐธรรมนูญกำลังเคลื่อนมาบรรจบกันและทำให้การตัดสินใจของรัฐบาลมีน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์สูงสุดนับตั้งแต่วันรับตำแหน่ง
1.ยุบสภาเร็ว–หรือรอ MOA: ทางเลือกที่ไม่มีใครสบายใจ
แม้เส้นตาย MOA อยู่ที่ 31 มกราคม แต่การเมืองจริงซับซ้อนกว่าเอกสาร บริบทรอบตัวรัฐบาลเปลี่ยนเร็ว ทั้งคะแนนนิยมที่แกว่งตามกระแสชาตินิยม รอยร้าวภายในพรรคร่วม และการดึงบ้านใหญ่สำเร็จซึ่งอาจเสี่ยงถูกดึงกลับ
เหตุผลรองรับการยุบสภาเร็ว:
– เก็บเกี่ยวกระแสชาตินิยมก่อนอ่อนแรง
– ตัดหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจในชุดประเด็นแรง: สแกมเมอร์, ฮั้วสว., เขาประโดง
– การโยกย้ายข้าราชการหลักเกือบเสร็จสิ้น
– ล็อกฐานบ้านใหญ่ก่อนถูกแย่งตัว
เหตุผลที่เคยรองรับการรอถึง MOA แต่วันนี้ใช้ไม่ได้แล้ว:
– “ไม่มีเรื่องอื้อฉาว” ถูกล้มด้วยการลาออกรัฐมนตรี
– นโยบายเศรษฐกิจไม่ฟื้น ต้องพึ่งแคมเปญกระตุ้น
– แก้รัฐธรรมนูญสะดุดจนแทบไม่เหลือเนื้อหา
ตัวแปรหนักสุดคือกระแสชาตินิยม
นายกฯ อนุทินพลิกจุดยืนทิ้งการประนีประนอมกับสหรัฐฯ เดินหน้าวาทกรรม “ปกป้องอธิปไตยแบบ My Way” เพื่อกดดันกระแสวิจารณ์ทุนเทา–สแกมเมอร์ และสร้างคะแนนนิยมทางลัดในเวลาอันจำกัด
2.เกมพลิกคดีฮั้วสว.: เมื่อกระบวนการยุติธรรมสั่นตามแรงลมการเมือง
คดีฮั้วสว. ซึ่งควรสะท้อนความโปร่งใสของสภาสูง กำลังถูกทำให้หมดความหมายผ่านสัญญาณความพยายาม “ล้มคดีแบบเป็นระบบ” จุดเปลี่ยนหนักเกิดเมื่อพยานปากเอกกลับคำให้การ อ้างถูกข่มขู่โดยผู้มีอำนาจในรัฐบาลก่อน
สัญญาณความผิดปกติที่ส่งกลิ่นทางการเมืองชัดเจน:
Conflict of Interest เต็มรูปแบบ
สว. 138 คนที่ถูกสอบสวน คือกลุ่มเดียวกับผู้แต่งตั้ง กกต. ใหม่ 5 จาก 7 คน ซึ่งต้องมาตัดสินคดีของตัวเอง
กระบวนการยื้อ 4 ชั้นของ กกต.
การลากยาวไปถึง มีนาคม 2569 ทำให้สว. ชุดนี้ใช้อำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระได้แทบครบวาระ ก่อนคดีจะจบพ
ยานไม่มาศาลแม้แต่รายเดียวทั้งจังหวัด
DSI เรียกพยานบุรีรัมย์ 24 คน ที่ไม่มีใครโผล่มา
ทั้งหมดสะท้อน “ตลกร้ายทางการเมืองไทย” ที่จัดวางอย่างรัดกุม และเปิดทางให้คดีจบแบบไร้ร่องรอยความรับผิด
3.แก้รัฐธรรมนูญติดหล่ม: หลักการใหญ่ถูกตัดทิ้งจนแทบเกลี้ยง
ความหวังเรื่องการปฏิรูปผ่านการแก้รัฐธรรมนูญค่อย ๆ มอดดับ เมื่อสาระสำคัญถูกตัดออกในชั้น กมธ. แทบทั้งหมด
สิ่งที่ถูกตัดทิ้ง:
- สสร. เลือกตั้งโดยตรง
- สภาที่ปรึกษาจากประชาชน
สิ่งที่เหลืออยู่:
- กมธ.ยกร่างฯ แต่งตั้งโดยรัฐสภา
แผนผังเสียง กมธ. บอกชะตากรรมตั้งแต่วันแรก:
– รัฐบาล + สว. 22 เสียง
– ฝ่ายค้านรวม 19 เสียง
สูตรนี้ทำให้พรรคประชาชนเสียธงยุทธศาสตร์สำคัญไปหมด จนถูกตั้งคำถามว่า “พลาดเกมสภา” และปล่อยให้เนื้อหาที่สำคัญต่อประชาชนสลายหายไปทีละข้อ
บทสรุป: สามแรงกดดันเข้าสู่ศูนย์กลางเดียว—จุดเปลี่ยนรัฐบาล
เมื่อยุบสภา, คดีฮั้วสว., และความล้มเหลวในการแก้รัฐธรรมนูญ เดินเข้ามาชนกันพอดี รัฐบาลจึงเหลือพื้นที่ตัดสินใจจำกัดลงทุกวัน
– ยุบสภา = รีเซ็ตเกมก่อนโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ
– ฮั้วสว. = ต้องควบคุมทิศทางผลลัพธ์
– แก้รัฐธรรมนูญ = แทบไร้อนาคตในสภาชุดนี้
นี่คือช่วงเวลาที่จะกำหนดชะตาการเมืองไทยระยะยาว และกำหนดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันการเมืองในทศวรรษต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
ที่มา :เนชั่นสุดสัปดาห์ (คลิ๊กชม)
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง


