
เปิดสูตรศึกชิงตั้งรัฐบาลเลือกตั้งปี69 สมการอำนาจบนกระดานสามสี
สนามเลือกตั้งปี 2569 เปิดฉากศึกสามขั้ว แดง–ส้ม–น้ำเงิน “ภูมิใจไทย” หุ้นพุ่งแรง ขณะที่ “เพื่อไทย–ประชาชน” ติดกับดักศรัทธา การเมืองไทยใกล้รีเซ็ตอำนาจครั้งใหม่
KEY
POINTS
- การเมืองไทยสู่การเลือกตั้งปี 2569 ถูกแบ่งเป็น 3 ขั้วอำนาจหลัก คือ ภูมิใจไทย (น้ำเงิน) ที่แข็งแกร่งขึ้น, เพื่อไทย (แดง) ที่เผชิญวิกฤตความเชื่อมั่น, และพรรคประชาชน (ส้ม) ที่โมเมนตัมลดลง
- พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มเติบโตและมีโอกาสสูงสุดในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ด้วยฐานเสียงที่ขยายตัวและตั้งเป้า ส.ส. กว่า 120 ที่นั่ง
- มีการคาดการณ์สูตรจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปได้มากที่สุด คือการจับมือระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน
ภูมิทัศน์การเมืองสู่ศึกเลือกตั้งปี 2569
สนามการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคสามขั้วอำนาจที่ชัดเจนที่สุดในรอบทศวรรษ—แดง (เพื่อไทย), ส้ม (ประชาชน), น้ำเงิน (ภูมิใจไทย) การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภายในพรรคและความนิยมในสังคมทำให้ “คณิตศาสตร์การเมือง” ครั้งใหม่กำลังถูกเขียนขึ้น และอาจเปลี่ยนหน้าแผนที่อำนาจหลังเลือกตั้งครั้งหน้าโดยสิ้นเชิง
หุ้นการเมืองของสามขั้ว: ใครกำลังขึ้น ใครกำลังร่วง
เพื่อไทย (แดง)
พรรคที่เคยเป็นเสาหลักของการเมืองไทยกำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่น “หุ้นดิ่ง” จากความสับสนภายในและกระแส “หมดเสน่ห์ชินวัตร” จนมีการประเมินว่าอาจเหลือ ส.ส. ไม่ถึง 100 ที่นั่ง หากไม่สามารถปรับยุทธศาสตร์ก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้งได้ทันเวลา
ประชาชน (ส้ม)
พรรคส้มกำลังเจอแรงเสียดทานจากคำว่า “ฝ่ายค้านที่ไม่ค้ำ” ภาพลักษณ์พลิกจากพลังท้าทายระบบสู่ความคลุมเครือทางจุดยืน แม้ยังรักษาฐานเสียงเมืองใหญ่ได้ระดับหนึ่ง แต่โมเมนตัมลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังการโหวตนายกรัฐมนตรี
ภูมิใจไทย (น้ำเงิน)
ในขณะที่สองขั้วใหญ่สะดุด พรรคภูมิใจไทยกลับ “หุ้นพุ่งชนเพดาน” ด้วยพลังดูดทางการเมืองที่ต่อเนื่อง ฐานเสียงชนบทและนักการเมืองท้องถิ่นหลั่งไหลเข้าร่วม เป้าหมาย 120 ที่นั่งเริ่มเข้าใกล้ความจริง ส่งสัญญาณชัดว่าพรรคพร้อมขึ้นแท่นแกนนำรัฐบาล
คณิตศาสตร์การเมือง: ตัวเลขที่สะท้อนทิศทางอำนาจ
| พรรคการเมือง | ส.ส. ปี 2566 | เป้าหมายปี 2569 |
|---|---|---|
| พรรคประชาชน (ส้ม) | 151 | 250 |
| พรรคเพื่อไทย (แดง) | 141 | 200+ |
| พรรคภูมิใจไทย (น้ำเงิน) | 70 | 120+ |
พรรคประชาชนตั้งเป้าโตถึง 250 ที่นั่ง แต่ฝ่ายตรงข้ามประเมินว่าจะเหลือไม่ถึง 100 ที่นั่ง ขณะที่เพื่อไทยเผชิญแรงกดดันภายใน ส่วนภูมิใจไทยกลับขยายฐานได้ทั่วทุกภูมิภาค ทำให้สมการการจัดตั้งรัฐบาลมีได้หลายสูตรตามน้ำหนักของตัวเลขหลังเลือกตั้ง
สามสูตรอำนาจ: ทางเลือกจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง
สูตรที่ 1 น้ำเงิน + ส้ม (แดงเป็นฝ่ายค้าน)
จับมือระหว่างพรรคภูมิใจไทยและประชาชน อาจสร้างสมดุลระหว่างพรรคใหม่กับพรรคที่มีเครือข่ายเก่า เหมาะกับสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยอ่อนแรง แต่ยังมีความเสี่ยงเรื่องจุดยืนทางอุดมการณ์
สูตรที่ 2 แดง + ส้ม (น้ำเงินเป็นฝ่ายค้าน)
การกลับมารวมตัวของอดีตพันธมิตรเพื่อไทย–ประชาชน หาก “ดีลเดือนธันวาคม” สำเร็จ แต่ความบาดหมางหลังปี 2566 ทำให้สูตรนี้ “เกิดยากที่สุด” เว้นแต่เกิดแรงกดดันจากภายนอกให้จับมือเพื่อกันขั้วน้ำเงินขึ้นนำ
สูตรที่ 3 น้ำเงิน + แดง (ส้มเป็นฝ่ายค้าน)
ถูกมองว่า “มีโอกาสมากที่สุด” ภูมิใจไทยเป็นแกนนำจับมือเพื่อไทยในบทพรรคร่วม เสถียรภาพสูงและต่อรองได้ในเชิงนโยบายหากเพื่อไทยมี ส.ส. ต่ำกว่า 100 ที่นั่ง สถานการณ์นี้จะเป็น “สูตรอำนาจสมดุล” ที่เกิดขึ้นจริงได้มากที่สุด
สมการอำนาจใหม่บนกระดานสามสี
การแข่งขันปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงศึกเลือกตั้งระหว่างพรรค หากแต่คือการทดสอบ “ทฤษฎีหุ้นการเมือง” ระหว่างพรรคที่กำลังตก–พรรคที่กำลังลื่นไหล–และพรรคที่กำลังพุ่งทะยาน แนวโน้มปัจจุบันชี้ว่า “ภูมิใจไทย” มีภาษีสูงสุดในการเป็นแกนนำรัฐบาล ขณะที่ “เพื่อไทย” และ “ประชาชน” ต้องเร่งปรับภาพลักษณ์ก่อนที่สมการอำนาจจะถูกล็อกไว้ก่อนเปิดหีบ
สมการอำนาจปี 2569 กำลังเปลี่ยนขั้วอย่างเงียบ “ภูมิใจไทย” ทะยานขึ้นเป็นศูนย์กลางใหม่ของการเมือง ขณะที่ “เพื่อไทย–ประชาชน” ต้องแข่งกับเวลา เพื่อไม่ให้การเลือกตั้งครั้งหน้า กลายเป็นพิธีกรรมยืนยันอำนาจของคนอื่น.







