
"พรรคประชาชน"ฝ่ายค้านจริง หรือแค่นั่งร้านรัฐบาลอนุทิน
หลังโหวตหนุน “อนุทิน” แต่ไม่ร่วมรัฐบาล พรรคประชาชนถูกถามจะเป็นฝ่ายค้านจริงหรือแค่นั่งร้าน วิโรจน์ย้ำไร้ดีล มุ่งแก้ รธน.–ยุบสภา 4 เดือน ตรวจสอบเข้มคดีการเมือง
KEY
POINTS
- พรรคประชาชนโหวตสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ แต่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้าน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อผลักดันวาระสำคัญของประเทศ คือการยุบสภาใน 4 เดือน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
- จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านเชิงรุกโดยใช้ "เช็กลิสต์เฝ้าระวัง" เพื่อตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นที่อาจมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
- ยืนยันว่าไม่ได้เป็น "นั่งร้าน" ให้รัฐบาล และพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันทีหากพบหลักฐานการทุจริต เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นฝ่ายค้านที่แท้จริง
จุดยืนพรรคประชาชนหลังโหวตนายกฯ – เกมที่ถูกตั้งคำถาม
การเมืองไทยเดือนกันยายน 2568 สั่นสะเทือนเมื่อพรรคประชาชน ตัดสินใจลงมติสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ประกาศชัดว่า “ไม่ร่วมรัฐบาล” ท่าทีนี้นำไปสู่ข้อสงสัยทันทีว่า พรรคประชาชนกำลัง “ยืนสองขา” หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียง “นั่งร้าน” รองรับรัฐบาลเสียงข้างน้อย
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน อธิบายว่า การตัดสินใจดังกล่าวตั้งอยู่บน “วาระของบ้านเมือง” มากกว่าเกมการเมือง พรรคฯ มองว่าการเลือกตั้งใหม่ภายใน 4 เดือน และการเปิดประตูแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ คือภารกิจสูงสุดที่สำคัญกว่าการได้ตำแหน่งรัฐมนตรี
“เราไม่มีหน้าที่แบกความทุเรศทุกรังของรัฐบาลอนุทิน แต่เรามีหน้าที่ผลักดันวาระของบ้านเมือง” วิโรจน์ย้ำ พร้อมยืนยันว่า ไม่มีดีลลับกับภูมิใจไทยตามที่นักการเมืองบางคนตั้งข้อสงสัย
เป้าหมายของพรรคประชาชนมีสองเสาหลักคือ
- ยุบสภาภายใน 4 เดือน – เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน
- แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ – เปิดทางปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ตั้งแต่สวัสดิการ การลงทุน ไปจนถึงองค์กรอิสระ
ตรวจสอบเชิงรุก – ฝ่ายค้านแบบ “ตั้งเช็กลิสต์”
แม้โหวตหนุนนายกฯ แต่พรรคประชาชนประกาศชัดว่า จะเป็นฝ่ายค้านตรวจสอบเต็มรูปแบบ โดยจัดทำ “เช็กลิสต์เฝ้าระวัง” เพื่อสกัดกั้นการเมืองแบบเก่ากลับมาครอบงำ
ประเด็นที่จับตาเป็นพิเศษคือ การแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม "พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์" ซึ่งมีเครือข่ายโยงใยกับบุรีรัมย์/ภูมิใจไทย พรรคประชาชนมองว่าอาจมีความเสี่ยงต่อการแทรกแซงคดีสำคัญ เช่น คดีฮั้วสว. และคดีที่ดินเขากระโดง โดยเฉพาะความล่าช้าในการสอบสวนของ DSI ที่เริ่มปรากฏสัญญาณ
พรรคประชาชน เชื่อว่าระยะเวลา 4 เดือนที่รัฐบาลประกาศไว้ เป็น “กลไกจำกัดความเสียหาย” เพราะยิ่งยืดเวลา ยิ่งเสี่ยงให้ขั้วการเมืองเก่ามีโอกาสบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม
“เราไม่ประสงค์ร่วมรัฐบาล แต่เราจะตรวจสอบไม่ให้เกิดการแทรกแซง และจะไม่ยอมให้การเมืองแบบเดิมครอบงำบ้านเมืองได้อีก” วิโรจน์กล่าว
อีกด้าน พรรคประชาชนมั่นใจว่าประชาชนจะไม่ปล่อยให้พรรคใหญ่ใช้บ้านใหญ่หรือเครือข่ายผลประโยชน์มากำหนดอนาคต เพราะสุดท้าย “วิจารณญาณของประชาชน” จะเป็นตัวตัดสินในการเลือกตั้ง
บททดสอบฝ่ายค้าน – พิสูจน์ตนเองท่ามกลางแรงกดดัน
ข้อสงสัยที่หนักที่สุดคือ พรรคประชาชนจะ “เอาจริง” แค่ไหน หากรัฐบาลอนุทินเกิดปัญหาทุจริตหรือใช้อำนาจไม่โปร่งใส
คำตอบจากวิโรจน์คือ พรรคพร้อมยกมืออภิปรายไม่ไว้วางใจและโหวตคว่ำรัฐบาลทันที หากมีหลักฐานชัดเจน ไม่เกี่ยวกับเงื่อนไข 4 เดือนใน MoU เพราะสิ่งสำคัญคือ “สาระและหลักฐาน” ไม่ใช่การอิงโวหาร
ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคฯ เตรียมผลักดันการทำประชามติถามประชาชนว่าต้องการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ และยืนยันว่าจะคว่ำร่างใดก็ตามที่มีลักษณะ “ฮั้ว ส.ว.” ตั้งแต่ในสภาผู้แทนราษฎร
แม้การตัดสินใจสนับสนุนนายกฯ อนุทินอาจทำให้ฐานเสียงบางส่วนตั้งคำถาม แต่พรรคฯ มองว่า นี่คือการ “วางผลประโยชน์พรรคไว้ไกลๆ” และ “เอาประโยชน์บ้านเมืองมาวางตรงหน้า”
ท้ายที่สุด พรรคประชาชนกำลังเดินบนเส้นทางที่ท้าทาย ต้องพิสูจน์ตนเองต่อสังคมว่าไม่ได้เป็น “นั่งร้าน” แต่คือฝ่ายค้านที่ซื่อตรง กล้าชน และพร้อมตรวจสอบรัฐบาลเสียงข้างน้อยอย่างไม่เกรงใจใคร







