ราคาน้ำมันดิบปรับตัวโดดเด่น หนุนจังหวะเก็งกำไรหุ้นต้นน้ำ
ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับขึ้นต่อเนื่องรับความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่าน หนุนโมเมนตัมหุ้น PTTEP ขณะค่าระวางเรือเทกองฟื้นตัวหลังตรุษจีน แม้ค่าการกลั่นและปิโตรเคมียังแกว่งตัวจากอุปทานล้นตลาด จับตาโอกาสลงทุนพลังงาน–ขนส่งระยะสั้นรับวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับขึ้นต่อเนื่องรับความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่าน หนุนโมเมนตัมหุ้น PTTEP
- ค่าระวางเรือเทกองฟื้นตัวหลังตรุษจีน แม้ค่าการกลั่นและปิโตรเคมียังแกว่งตัวจากอุปทานล้นตลาด
- จับตาโอกาสลงทุนพลังงาน–ขนส่งระยะสั้นรับวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว
ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบและดัชนีค่าระวางเรือเทกองปรับตัวเพิ่มขึ้นเด่นชัด ขณะที่ค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีบางผลิตภัณฑ์ยังอ่อนแรงจากอุปทานล้นตลาด
ภาพดังกล่าวเปิดมุมมองว่าการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจเป็นจังหวะสำหรับนักลงทุนที่มองหาการเก็งกำไรหุ้นต้นน้ำ ขณะเดียวกันหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมียังคงได้แรงหนุนตามวัฏจักรในระยะสั้น
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.51 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 69.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สาเหตุหลักมาจากความกังวลว่าการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคผู้ผลิตสำคัญ
ความผันผวนดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับหุ้นต้นน้ำ เช่น บริษัทสำรวจและผลิต โดยราคาหุ้น PTTEP ที่มีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมันดูไบมากถึงราว 88% มีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกตามการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบโลก
ค่าการกลั่นอ่อนตัวหลังอุปทานเพิ่มขึ้นจากหลายประเทศ
ค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์ ลดลง 1.51 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบสัปดาห์ก่อน ลงมาอยู่ที่ 5.03 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การอ่อนตัวครั้งนี้เกิดจาก
- ส่วนต่างราคาก๊าซโซลีนลดลงตามอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากโรงกลั่นใหม่ในไนจีเรียและการส่งออกที่เพิ่มขึ้นของจีน
- ต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงขึ้นทำให้ส่วนต่างราคาน้ำมันเตากำมะถันสูงอ่อนลง
ในทางกลับกัน ความต้องการใช้น้ำมันเครื่องบินและดีเซลในเกาหลีใต้และออสเตรเลียปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างราคาทั้งสองรายการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยส่วนต่างราคาน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 20.43 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และดีเซลอยู่ที่ 20.22 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
แม้ค่าการกลั่นในสัปดาห์นี้จะอ่อนตัว แต่ยังอยู่ในช่วงไฮซีซั่นของอุตสาหกรรมซึ่งปกติความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันในภูมิภาคจะสูงขึ้นในช่วงต้นปี
ปิโตรเคมีเคลื่อนไหวหลายทิศทาง สะท้อนภาวะตลาดที่ยังมีกำลังผลิตส่วนเกิน
ราคาปิโตรเคมีส่วนใหญ่ยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปรับขึ้นลงต่างกันไปตามความต้องการและอุปทานเฉพาะตลาด ได้แก่
- ส่วนต่างราคาเอทิลีนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
- ส่วนต่างราคา PP เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 290 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
- ส่วนต่างราคาโพรพิลีนลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 185 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
- ส่วนต่างราคา HDPE ลดลงมาอยู่ที่ 290 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
แม้บางผลิตภัณฑ์ยังถูกกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ในเอเชีย แต่ทีมวิจัยคาดว่าส่วนต่างราคาปิโตรเคมีจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 2 ของปี จากการทยอยฟื้นตัวของความต้องการและการลดการผลิตบางส่วนในภูมิภาค
ราคาถ่านหินปรับขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ค่าระวางเรือเทกองขยับขึ้นตามอุปสงค์หลังตรุษจีน
ดัชนี Newcastle Export Index (NEX) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 2.37 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 118.29 ดอลลาร์สหรัฐต่อ ตัน หนุนจากแรงซื้อในภูมิภาคเอเชีย
ด้านค่าระวางเรือเทกอง (BDI) ปรับตัวขึ้น 81 จุด มาอยู่ที่ 2,064 จุด จากการเพิ่มขึ้นของดัชนี Panamax และ Supramax ซึ่งเป็นกลุ่มที่สะท้อนอุปสงค์การขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป โดยเฉพาะ Supramax ที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการไทย ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1,178 จุด
ในทางกลับกัน ดัชนีขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ (World Container Index) ปรับตัวลง 1% เทียบสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 1,919 จุด ตามความผันผวนของเส้นทางการขนส่งและความไม่แน่นอนด้านอุปทานเรือที่ยังสูง
มุมมองสำหรับนักลงทุน
ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าภาพรวมของตลาดพลังงานในสัปดาห์นี้สะท้อนแรงซื้อที่กลับมาในสินค้าโภคภัณฑ์ต้นน้ำ โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนหุ้นต้นน้ำในระยะสั้น
ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นแม้ค่าการกลั่นล่าสุดจะอ่อนตัว แต่ยังอยู่ในช่วงฤดูกาลที่ดี ทำให้ทิศทางผลประกอบการยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก สำหรับกลุ่มปิโตรเคมีแม้ระยะใกล้จะยังถูกกดดันจากอุปทานเพิ่มขึ้น แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2
ส่วน กลุ่มเดินเรือ โดยเฉพาะ เรือเทกอง มีสัญญาณอุปสงค์ขนส่งค่อยๆ กลับมาเพิ่มขึ้นหลังตรุษจีน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยประคองการฟื้นตัวของค่าระวางเรือในระยะต่อไป ทั้งหมดนี้ยังต้องติดตามทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางอุปทานทั่วโลก และความเชื่อมั่นในตลาดขนส่งระหว่างประเทศควบคู่กันไป


