
ค่าเงินบาทติดตามประกาศตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐฯ
ค่าเงินบาทติดตามประกาศตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐฯ และดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย
คอลัมน์ มันนี่วีก (Money…week) โดย...ภาณี กิตติภัทรกุล, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 34.40-35.10 ในสัปดาห์นี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ในวันที่ 14-15 มิถุนายน โดยตลาดคาดการณ์เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 50 bps ในครั้งนี้ และอาจมีขึ้นถึง 75 bps ได้ เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาสูงกว่าคาดการณ์ นอกจากนี้ตลาดจะจับตามองถึงการให้แนวทางการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตของเฟดด้วย นอกจากการประชุมของเฟดแล้ว การประชุมของธนาคารกลางอังกฤษและธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้เช่นกัน
ทางด้านตัวเลขเศรษฐกิจ หลายประเทศจะมีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการผลิตหรือดัชนียอดค้าปลีก สำหรับเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม นอกจากนี้ นิวซีแลนด์และรัสเซียจะมีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 1 ปีนี้ออกมาด้วย
ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 6 มิถุนายน – 10 มิถุนายน 2022 เงินบาทผันผวนในฝั่งอ่อนค่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 7.10%YoY สูงที่สุดในรอบกว่า 14 ปี โดยเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 4.65%YoY จากราคาพลังงาน และราคาอาหารสดที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติ 4-3 คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% พร้อมส่งสัญญาณเตรียมขึ้นดอกเบี้ยในระยะถัดไป ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 14 ปี โดย ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดี โดยเฉพาะการบริโภคภายในประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปรับคาดการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านคน จาก 5.6 ล้านคน ทำให้ ธปท. ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีในปี 2022 เป็น 3.3% จาก 3.2% และปรับจีดีพีในปี 2023 ชะลอลงเป็น 4.2% จาก 4.4% ด้านเงินเฟ้อ ธปท. มองเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเป็น 6.2% จาก 4.9% ในปีนี้ และประเมินว่าเงินเฟ้อในปีหน้าจะกลับสู่ระดับเป้าหมายที่ 2.5%
ทางด้านยุโรป อีซีบีคงอัตราดอกเบี้ย แต่ประกาศแพลนเตรียมปรับเพิ่มดอกเบี้ย 25 bps ในการประชุมเดือนกรกฎาคม และอัตราการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนอาจจะมากกว่า 25 bps ได้หากเงินเฟ้อในระยะกลางปรับสูงขึ้น อีซีบีจะหยุดการเข้าซื้อสินทรัพย์ภายใต้โครงการเอพีพีตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม นอกจากนี้ อีซีบีได้ปรับลดประมาณการปี 2022 ไปอยู่ที่ 2.8% และปี 2023 อยู่ที่ 2.1% และปรับประมาณการเงินเฟ้อขึ้นไปอยู่ที่ 6.8% สำหรับปี 2022 และ 3.5% สำหรับปี 2023นายกรัฐมนตรีอังกฤษ บอริส จอห์นสัน ผ่านมติไม่ไว้วางใจของ ส.ส. ภายในพรรค อย่างไรก็ดี เกือบครึ่งโหวตไม่ไว้วางใจ ทำให้ความต่างของคะแนนถือว่าน้อยกว่าคาดมาก การลงมติไม่ไว้วางใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความไม่พอใจในตัวนายกรัฐมนตรีจอห์นสันจากประเด็นที่เขาและสมาชิกพรรคละเมิดกฎการควบคุมโควิด-19 และจัดงานสังสรรค์หลายครั้งที่บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวน์นิ่ง
รัสเซียเตือนประเทศตะวันตกว่าอาจเกิดสงคราม หากจรวดของสหรัฐฯ ตกในพื้นที่ของรัสเซีย ในขณะที่ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประกาศจะต่อสู้กับรัสเซียเพื่อนำดินแดนที่โดนยึดไปกลับคืนมา ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ พุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่โอเปกพลัสประกาศเพิ่มกำลังการผลิต 50% เป็น 648,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม หลังจากที่ยุโรปประกาศแผนแบนน้ำมันรัสเซีย ในขณะที่สหรัฐฯ มีความพยายามอย่างมากในการชะลอเงินเฟ้อ โดยอนุมัติให้ 2 บริษัทขนส่งน้ำมันจากเวเนซูเอล่าไปที่ยุโรป พร้อมพิจารณาให้อิหร่านส่งออกได้ แม้ข้อตกลงนิวเคลียร์ยังไม่บรรลุ และอาจยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนบางรายการ
ทางด้านเอเชีย ข้อมูลการค้าของจีนปรับเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม ตามการทยอยผ่อนมาตรการควบคุม โดยการส่งออกขยายตัว 16.9%YoY จาก 3.9%YoY และการนำเข้าขยายตัว 4.1%YoY จากทรงตัวในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์กล่าวเตือนถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ตามการฟิ้นตัวที่เปราะบางของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อโลกที่สูง และปัญหาด้านคอขวดของจีนเองจะกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทางด้านประธาธิบดี สี จิ้น ผิง ได้กล่าวให้ประเทศยังคงยึดมั่นกับนโยบายศูนย์โควิด แต่ให้หาความสมดุลกับความต้องการของเศรษฐกิจ
เงินบาทปิดตลาดที่ 34.76 ในวันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2022 ณ เวลา 17.00 น.
ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 10ปี ปรับตัวสูงขึ้นเหนือ 3% อีกครั้ง โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันด้านอุปทานที่มีการประมูลพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 10ปีและ 30ปี รวมไปถึงปริมาณการออกหุ้นกู้ในตลาดแรกที่ค่อนข้างเยอะ ขณะที่อีกปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดอยู่ที่ฝั่งของยูโรโซน โดยการประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ -0.50% แต่ประกาศแผนเตรียมปรับเพิ่มดอกเบี้ย 25 bps ในการประชุมเดือนกรกฎาคม รวมถึงอีซีบีจะหยุดการเข้าซื้อสินทรัพย์ภายใต้โครงการเอพีพีตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 65 ทั้งนี้อีซีบีระบุว่าพร้อมขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 25 bps ในการประชุมหลังจากเดือนกรกฎาคมหากเงินเฟ้อในระยะกลางปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับตลาดฟิวเจอร์ที่ได้ให้โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของอีซีบีในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 25 bps และเดือนกันยายนอยู่ที่ 50 bps แต่ถึงกระนั้นนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยของอีซีบีดูช้ากว่าที่ควรจะเป็นและยังคงมีความเสี่ยงที่อีซีบีจะปรับโหมดในการดำเนินนโยบายการเงินให้ Hawkish มากยิ่งขึ้น
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของตลาดตราสารหนี้ไทยมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยมีมติ 4-3 คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% เทียบกับการประชุมครั้งก่อนที่มีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ถือว่ามติ 4 ต่อ 3 เป็นมุมมองที่ Hawkish มากกว่าที่ตลาดได้คาดการณ์เอาไว้ ทำให้ตลาดขยับโอกาสที่กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากเดิมในช่วงไตรมาสสุดท้ายขอปีนี้ ขึ้นมาเร็วขึ้นเป็นครั้งหน้าคือการประชุมในเดือนสิงหาคม และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็คาดว่ามีความเป็นไปได้ที่กนง.จะขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในการประชุมที่เหลือ 3 ครั้งในปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไปอยู่ที่ 1.25% ในสิ้นปี 2022 ปัจจัยดังกล่าวกดดันให้อัตราผลตอบแทนระยะสั้นถึงกลางปรับตัวสูงขึ้นตามการคาดหวังของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่จะสูงขึ้นในเร็ววันนี้และทำให้ความชันของเส้นอัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงแบบ Bear Flattening ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลออกจากตลาดตราสารหนี้เป็นมูลค่าสุทธิประมาณ 10,730 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 1,545 ล้านบาท ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 3,497 ล้านบาทและมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 5,688 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2565 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.69% 1.63% 1.95% 2.46% 2.70% และ 2.93% ตามลำดับ







