posttoday
ชัยชนะของอาจารย์ชัชชาติ (3)

ชัยชนะของอาจารย์ชัชชาติ (3)

14 มิถุนายน 2565

โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

**************

ชัยชนะอย่างถล่มทลายของอาจารย์ชัชชาติ ด้วยคะแนนเสียงถึง 1,386,215 คะแนน ย่อมนำมาทั้งความชื่นชมยินดีของประชาชนส่วนใหญ่ใน กทม. และประชาชนทั้งประเทศ แต่ก็นำมาซึ่งความคาดหวังอันสูงยิ่ง ขณะที่ปัญหาของ กทม. นั้นใหญ่โตมโหฬารและยากยิ่ง ทั้งปัญหารถติด น้ำท่วม ปัญหาค่าครองชีพของคนฐานราก ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การทุจริตคอรัปชัน การเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุข ฯลฯ ขณะที่อำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีอยู่อย่างจำกัด เพราะโดยพื้นฐานแล้วประเทศไทยเป็นรัฐราชการรวมศูนย์ และช่วงรัฐบาล คสช. ได้มีการออกกฎหมายจำนวนมาก เพิ่มอำนาจรัฐส่วนกลางให้กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ มีอำนาจมากขึ้น และยังทำการ “ปฏิรูปกำมะลอ” โดยการยกเลิกสมาชิกสภาเขตหรือ สข. ของ กทม. ทิ้งไป รวมทั้งการยืดเวลาการเลือกตั้งออกมาอีกหลายปีด้วย

นอกจากปัญหาใหญ่ ยาก ความคาดหวังของประชาชนสูง และอำนาจที่มีอยู่อย่างจำกัดแล้ว อาจารย์ชัชชาติจะต้องเผชิญปัญหาอีกมากมาย

ด่านแรก คือ กกต. ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการรับรองผลการเลือกตั้ง ที่กฎหมายให้อำนาจไว้มาก หากมีกรณีความผิดในบางจุด ก็อาจล้มผลการเลือกตั้งทั้งหมดลงได้ โดยอาจไม่คำนึงถึงชัยชนะแบบถล่มทลาย และประเทศไทยมีนักร้องประเภทคอยจ้องจับผิดปรากฏตัวให้เห็นอยู่แล้ว อาจารย์ชัชชาติและประชาชนคนไทยอาจต้อง “ใจเย็น” รอการตัดสินชี้ขาดของ กกต. ไม่มีโอกาสจะเห็นภาพอย่างกรณีของออสเตรเลียที่พอผลการเลือกตั้ง “ที่ยังไม่เป็นทางการ” ปรากฏต่อสาธารณชน รุ่งขึ้นผู้ชนะการเลือกตั้งซึ่งเดิมเป็นฝ่ายค้านก็บินไปทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในต่างประเทศได้เลย

การใช้อำนาจขององค์กรที่มีอำนาจชี้ขาดในประเทศไทยนั้น สามารถตัดสินค้านสายตาประชาชน และมีผล “ทำลาย” ประเทศมาแล้วมากมาย เช่น การตัดสินกรณี “ซุกหุ้น” ของศาลรัฐธรรมนูญ การตัดสินกรณี “แหวนย่านาฬิกาเพื่อน” ของ ป.ป.ช. และการตัดสินปลดนายสมัคร สุนทรเวช ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของศาลรัฐธรรมนูญ โดยใช้คำนิยาม “ลูกจ้าง” จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไม่ใช่นิยามตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามขนบของวงการกฎหมายไทย ที่จะใช้นิยามตามลำดับ คือ (1) นิยามตามที่กำหนดในกฎหมายนั้น (2) ถ้าไม่มีนิยามตากฎหมายนั้น ก็จะใช้นิยามตามกฎหมายอื่น และ (3) ถ้าไม่มีนิยามตาม (1) และ (2) แล้วจึงจะไปใช้นิยามตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

น่ายินดีที่มีแรงกดดันอย่างแรง ทำให้ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งในเวลาไม่นานเกินไปนัก หลังจากถูกตั้งคำถามว่า “กกต. ทำ ..... อะไร”

ด่านที่สอง คือ อำนาจของผู้มีอำนาจเหนือ ดังกรณีรถไฟฟ้าที่กำลังมีปัญหา ต่อ-ไม่ต่อ อายุสัมปทาน ซึ่งเป็นอำนาจชี้ขาดของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ ครม. ก็ยังไม่กล้าชี้ขาด เพราะเป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่ง กทม. โดยผู้บริหารชุดก่อนและกระทรวงมหาดไทยต้องการให้ต่ออายุสัมปทานล่วงหน้า ก่อนถึงกำหนดสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี พ.ศ. 2572 แต่กระทรวงคมนาคม ซึ่งเจ้ากระทรวงมาจากพรรคร่วมรัฐบาล คือพรรคภูมิใจไทย คัดค้านอย่างแข็งขัน ถึงขั้นพร้อมใจกัน “ลาประชุม ครม.” และประกาศคัดค้านต่อสาธารณชน เรื่องนี้เข้า ครม. มาแล้ว 11 ครั้ง และอยู่ในการจับจ้องของประชาชน โดยประเด็นสำคัญ คือ ราคาค่าโดยสารที่แพงขึ้นแทนที่จะลดลง และแน่นอนว่ารากฐานของปัญหาก็คือ “เงินทอนก้อนโต”

กรณีดังกล่าวนี้ ผู้มีอำนาจชี้ขาดคนสำคัญก็คือนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้ก็อยู่ที่ “ข้อมูลและเหตุผล” ของ กทม. ที่จะเสนอต่อ ครม. ผ่านกระทรวงมหาดไทย จะมีน้ำหนักเพียงใด โดยประชาชนควรจะได้เห็นและมีส่วนในการพิจารณาตัดสิน กรณีนี้ น่าจะเป็นบททดสอบทบแรกของอาจารย์ชัชชาติ ถ้าชนะก็จะเก็บตุนคะแนนนิยมไว้ได้ แต่แน่นอนว่าประชาชนก็จะ “ดันหลัง” เรียกร้องในเรื่องอื่นๆ ต่อไป และแน่นอนว่า ก็จะเพิ่มศัตรูที่เสียประโยชน์จาก “ชิ้นปลามัน” ก้อนโตไป และก็คงจะหาทาง “แก้แค้น” ต่อไป

น่ายินดีที่เจ้ากระทรวงมหาดไทย ประกาศมอบอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้ให้ผู้ว่า กทม. แล้ว

ด่านที่สาม คือ ข้าราชการและระบบราชการของ กทม. ที่เป็นไปได้ทั้งแรงหนุนและแรงต้าน

ระบบราชการใน กทม. นั้น มีความซับซ้อนและกระบวนการทำงานก็มักมุ่งธำรงรักษาระบบมากว่ามุ่งแก้ปัญหาประชาชนตามภารกิจที่แท้จริง โดยเป็น “ธรรมชาติ” ของระบบราชการที่มุ่งบริการให้เป็นไปตามระบบระเบียบที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า administration คือมุ่งทำตาม “กระบวนการ” (process) คือกฎระเบียบ ต่างจากการบริหารของธุรกิจที่มุ่งทำเพื่อ “วัตถุประสงค์” (objectives) และใช้คำว่า “การจัดการ” (management) ทำให้หน่วยราชการที่ควรเป็นกลไกสำคัญในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎร จะไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้เท่าที่ควร

การที่ระบบราชการตกอยู่ในวงวนเช่นนี้ เพราะบ้านเมืองเต็มไปด้วยทุจริตคอรัปชัน ทำให้มีการออกแบบระบบ และสร้างกฎระเบียบมากมายเพื่อหวังจะป้องกันการทุจริตคอรัปชันเป็นสำคัญ ระบบและกฎระเบียบเหล่านั้นจึงกลายเป็นปัญหาอุปสรรค และเป็นพันธนาการ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชันได้ เพราะเมื่อเกิดปัญหาการทุจริตคอรัปชันก็มักมีกรณีลูบหน้าปะจมูกและเลือกปฏิบัติ จึงปรากฏว่า ขณะที่จีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ลงโทษข้ารัฐการที่ทุจริตไปแล้วกว่า 1 ล้านคน รวมทั้งผู้มีตำแหน่งระดับสูงๆ แต่ดัชนีทุจริตคอรัปชันของประเทศไทยยังได้คะแนนต่ำมาก อย่างต่อเนื่อง

ระบบระเบียบเหล่านี้ ผู้ว่า กทม. คงแก้ไขได้บางส่วน และสามารถฟันฝ่าไปได้ถ้ามีความสุจริตเป็นที่ตั้ง และมีความรู้ความสามารถด้านการบริหารอย่างเพียงพอ

ในส่วนของข้าราชการ โดยทั่วไป ข้าราชการส่วนใหญ่จะเป็น “ข้าราชการอาชีพ” ทำงานไปเพื่อ “ทำมาหาเลี้ยงชีพ” ส่วนหนึ่งจะเป็นพวกที่กระตือรือล้น มุ่งทำงานอย่างขยันขันแข็ง มีเพียงส่วนหนึ่งที่เป็น “ตัวปัญหา” จะต้องแยกแยะให้ดี คนทั้ง 3 กลุ่ม ล้วนมีศักยภาพ จะต้องใช้หลักบริหารและโดยเฉพาะหลักธรรมาภิบาล “ดึง” และ “ปลดปล่อย” ศักยภาพในทางบวกของคนเหล่านี้ให้ทำงานเพื่อประชาชนแทนที่จะเป็น “ตัวหน่วง” หรือ “ตัวขัดขวาง” การแก้ปัญหาที่ยากมากอยู่แล้ว

ท่าทีที่ขยันขันแข็ง เอางานเอาการ และเป็นกันเองในวันเข้ารับตำแหน่งที่ กทม. ของอาจารย์ชัชชาติ ดูจะ “ได้ใจ” ข้าราชการ กทม. ได้ดี จะต้องรักษาท่าทีนี้ไว้ต่อไป

ด่านที่สี่ คือ ศัตรู คู่แข่ง และปรปักษ์ทางการเมือง ชัยชนะอย่างถล่มทลายทำให้คนเหล่านี้ “ยอมรับ” ในชัยชนะ ทั้งด้วย “หัวใจนักกีฬา” และด้วยจิตใจมุ่งแก้ปัญหาของคน กทม. เป็นพื้นฐาน แต่แน่นอนว่า จะมีบางคนหรือบางส่วนที่ “คุมแค้น” และ “แพ้ไม่เป็น” และบางคนบางกลุ่มบางพรรคที่ “อ่านเกม” และมอง “ข้ามช็อต” เกรงอาจารย์ชัชชาติจะเดินตามเส้นทางของประธานาธิบดีจาโค วิโดโด แห่งอินโดนีเซีย ที่เดินผ่านเส้นทางนายกเทศมนตรีนครจาการ์ตา สู่ตำแหน่งประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งสมัยที่ 2 แล้ว จึงมีบางคน บางพวก ที่จะหาทาง “สกัดดาวรุ่ง” คนเหล่านี้อาจารย์ชัชชาติย่อมประมาทไม่ได้

 ด่านสุดท้าย คือ สื่อมวลชน ทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งปรัชญาการทำงานส่วนใหญ่ มุ่ง “จับผิด” ตามหลัก “ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีต้องเสียเงิน” แน่นอนสื่อทั่วโลกมีทั้ง “สื่อมวลชน” และบางส่วนที่เป็น “สื่อมวลสัตว์” อาจารย์ชัชชาติอยู่ในวงการเมืองมานานพอสมควรย่อมตระหนักดี

ทั้ง 5 ด่านนี้ เชื่อว่าอาจารย์ชัชชาติและทีมงานรู้ดีอยู่แล้ว หวังว่า และเชื่อว่าจะ “ฝ่าด่าน” ต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก