posttoday

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่ยี่สิบเอ็ด): แนวโน้มการครองอำนาจยาวนานของผู้นำทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงระหว่างและหลังสงครามเย็น

14 มีนาคม 2565

โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร

**************

หลังพม่าได้เอกราชและมีรัฐธรรมนูญ อู นุ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ส่วนประธานาธิบดีคนแรกคือเจ้าส่วยแต้ก  แต่การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่านี้มิได้มาจากรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไป แต่มาจากสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2490  และตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2490 ได้กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกมาจากผู้นำของเสียงข้างมากในสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเสียงข้างมากในสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นของกลุ่ม “สันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์” ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี มาตรา 46 ในรัฐธรรมนูญพม่า พ.ศ.2490 ได้กำหนดให้มาจากการเลือกของรัฐสภา นั่นคือ ทั้งสภาล่างและสภาสูง โดยการลงคะแนนลับ

ผู้เขียนเข้าใจว่า การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้นำเสียงข้างมากในสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะต้องการให้มีรัฐบาลที่จะมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งทั่วไป และหลังจากนั้นพม่าก็จะได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการลงคะแนนของสมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไป  โดยรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นภายใน 180 วันหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ  แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า การเลือกตั้งทั่วไปไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามที่กำหนดไว้ สาเหตุคือการเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น

และอย่างที่กล่าวไปในตอนที่แล้วเช่นกันว่า หลังจากที่ อู นุได้จัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลของ อู นุ กลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “ความตกลงปางหลวง” ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งกลุ่มคอมมิวนิสต์ และกลุ่มทหารจำนวนหนึ่ง จับอาวุธขึ้นต่อสู้เพี่อประกาศอิสรภาพ ไม่ขึ้นกับรัฐบาล อีกทั้ง ยังมีกลุ่มจีนก๊กมินตั๋งที่ถูกตีหนีจากจีนแผ่นดินใหญ่มาตั้งหลักอยู่ทางตะวันออกของพม่าอีกด้วย สถานการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่การเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในพม่า ซึ่งยืดเยื้อเป็นเวลาถึง 10 ปีนั่นคือ ตั้งแต่ พ.ศ. 2491-2501

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่ยี่สิบเอ็ด): แนวโน้มการครองอำนาจยาวนานของผู้นำทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงระหว่างและหลังสงครามเย็น

แม้ว่าสารานุกรมบริเตนนิกา จะกล่าวว่า อู นุ เป็นนักการเมืองที่มีความสามารถและน่าเคารพ แต่จากการที่รัฐบาลของเขาต้องเผชิญกับปัญหาสงครามกลางเมืองที่มาจากทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆและกลุ่มคอมมิวนิสต์ อีกทั้งยังต้องเจอมรสุมจากปัญหาเศรษฐกิจชะงักงันและการบริหารประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพแต่อย่างไรก็ตาม แหล่งอ้างอิงส่วนใหญ่จะกล่าวถึงนโยบายสวัสดิการของ อู นุ ที่ออกในปี พ.ศ.2491 อันเป็นปีแรกที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี นโยบายสวัสดิการที่ว่านี้มีชื่อว่า “ปยีด่อตา” (Pyidawtha) หรือที่แปลว่า “แผ่นดินแห่งความสุข” (Happy Land)  โดยมีการปฏิรูปที่ดินเป็นหนึ่งในโครงการภายใต้นโยบายสวัสดิการดังกล่าว  ซึ่งมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวพม่า แต่ต้องพบกับอุปสรรคจากสงครามกลางเมืองและปัญหาการส่งออกข้าวที่ตกลง และไม่ต่างจากประเทศไทย การส่งออกข้าวเป็นรายได้สำคัญของพม่า

นอกจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆประกาศไม่ยอมรับรัฐบาลของ อู นุ แล้ว  ยังมีกลุ่มคอมมิวนิสต์อีกสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มคอมมิวนิสต์ธงขาว (the Burmese Communist Party-White Flag /BCP-WF) ที่นำโดย ตะขิ่น ถั่น ทุน และตะขิ่น เตง เพ  ผู้เขียนเคยเล่าถึง ตะขิ่น ถั่น ทุน ไปในตอนก่อนๆแล้วว่า เขาเป็นผู้ที่ประกาศไม่ยอมรับ ออง ซาน หลังการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่าขาเป็น “เครื่องมือของจักรวรรดินิยมอังกฤษ”  (ดู ตอนที่สิบเก้า https://www.posttoday.com/politic/columnist/676854  )  และกลุ่มคอมมิวนิสต์ธงแดง (the Communist Party of Burma-Red Flag/CPB-RFC) ที่นำโดย ตะขิ่นโซ่ เขาเป็นสมาชิกร่วมก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์พม่าเมื่อ พ.ศ. 2472 และเป็นหนึ่งในตะขิ่น 30 คนที่ร่วมมือกับอองซานในการต่อสู้กับอังกฤษและญี่ปุ่น ต่อมา เขาได้แยกตัวออกจากกลุ่มคอมมิวนิสต์ธงแดงของ ตะขิ่น ถั่น ทุน

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่ยี่สิบเอ็ด): แนวโน้มการครองอำนาจยาวนานของผู้นำทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงระหว่างและหลังสงครามเย็น

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่ยี่สิบเอ็ด): แนวโน้มการครองอำนาจยาวนานของผู้นำทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงระหว่างและหลังสงครามเย็น

หลังจากที่ อู นุ จัดตั้งรัฐบาลได้เพียงเดือนกว่าๆ กลุ่มคอมมิวนิสต์ธงแดงได้ประกาศที่จะใช้กำลังล้มรัฐบาล อู นุ ส่วนกลุ่มคอมมิวนิสต์ธงขาวนั้น ทางรัฐบาลสามารถจับกุมตัว ตะขิ่นโซ่ ได้ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2491 และในวันที่ 25 เดียวกันนั้นเอง  รัฐบาลก็ได้ออกประกาศจับ ตะขิ่น ถั่น ทุน และตะขิ่น เตง เพ ต่อมาอีกสี่วัน คือ วันที่ 29 มีนาคม คอมมิวนิสต์ธงแดงได้ใช้กองกำลังเข้าโจมตีทหารของฝ่ายรัฐบาล

การต่อสู้ระหว่างกลุ่มคอมมิวนิสต์ธงแดงและรัฐบาล อู นุ ถึงว่าเป็นสงครามกลางเมือง และได้เริ่มเกิดการปะทะกันในวันที่ 2 เมษายน ในบริเวณหมู่บ้านแห่งในเขตพะโค (หงสาวดี) ที่อยู่ไม่ไกลจากร่างกุ้ง โดยฝ่ายคอมมิวนิสต์ธงแดงสามารถยึดบางพื้นที่ (Kar Mar Se) ในเชตพะโค (Bago) ได้ในวันที่ 7 เมษายน แต่รัฐบาลสามารถยึดคืนกลับมาในวันที่ 10 เมษายน  และยังมีกลุ่มอื่นๆที่ก่อการกบฏต่อรัฐบาล อู นุ และมีการยึดพื้นที่กันไปมาระหว่างฝ่ายกบฎกับฝ่ายรัฐบาล สงครามกลางเมืองได้ยืดเยื้อไปจนถึงเดือนสิงหาคมปีเดียวกันนั้น จนในที่สุด ประธานาธิบดี เจ้าส่วยแต้กจำเป็นต้องประกาศกฎอัยการศึกในวันที่ 20 สิงหาคม

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่ยี่สิบเอ็ด): แนวโน้มการครองอำนาจยาวนานของผู้นำทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงระหว่างและหลังสงครามเย็น

แม้มีการประกาศกฎอัยการศึก แต่สถานการณ์ก็กลับเลวร้ายลงอีก เมื่อ ทิน ทุต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศถูกลอบสังหารโดยรถของเขาได้ถูกปาระเบิดในวันที่ 18 กันยายน และต่อมาเขาได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ก่อนหน้าที่เขาจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ เขาเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของรัฐบาล ออง ซาน ก่อนหน้าที่พม่าจะประกาศเอกราช  และหากเขาเข้าร่วมประชุมกับ ออง ซานในวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 เขาก็จะต้องเสียชีวิตไปด้วยจากการที่มีกลุ่มคนเข้าไปกราดยิง ออง ซาน กับคณะเสียชีวิตขณะที่กำลังประชุมกัน

การที่ ทิน ทุต เป็นหนึ่งในบุคคลที่เป็นเป้าหมายของการลอบสังหารที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.2490 แล้ว เพราะเขาเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดของอองซาน และเป็นมือในการเจรจาเพื่อเอกราชของพม่ารวมทั้ง “ความตกลงปางหลวง” และ “ข้อตกลง อู นุ -แอทลี”  นั่นคือ สนธิสัญญาระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับรัฐบาลชั่วคราวของพม่าโดยมี อู นุ ในฐานะตัวแทนของพม่า หลังจากที่ ออง ซานเสียชีวิต และนายแอทลี นายกรัฐมนตรีอังกฤษ สนธิสัญญาฉบับนี้มีการลงนามของทั้งสองฝ่ายที่กรุงลอนดอน วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2490 เป็นจ้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นเอกราชของพม่า 

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่ยี่สิบเอ็ด): แนวโน้มการครองอำนาจยาวนานของผู้นำทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงระหว่างและหลังสงครามเย็น

กลุ่มคอมมิวนิสต์ธงแดงที่ลอบสังหาร ทิน ทุต มีความไม่พอใจเขาเหมือนกับที่ไม่พอใจ ออง ซาน โดยเห็นว่า ทั้งออง ซาน, ทิน ทุต และคณะรัฐมนตรีภายใต้ออง ซาน และ อู นุ เป็นพวกรับใช้จักรวรรดินิยมอังกฤษ  อีกทั้ง ทิน ทุต ยังไปเรียนอังกฤษตั้งแต่เด็ก โดยเขาได้ไปอยู่โรงเรียนประจำชั้นดีของอังกฤษ นั่นคือ โรงเรียนดิลลิช (Dulwich)  (คนไทยที่เป็นศิษย์เก่าดัลลิช ได้แก่ คุณอานันท์ ปันยารชุน)  และต่อมาเขาได้ไปจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ หลังจากกลับพม่า เขาได้เป็นคนพม่าคนแรกที่เป็นข้าราชการให้กับอังกฤษ  จากภูมิหลังของทิน ทุต จึงไม่แปลกใจเลยที่เขาจะถูกพวกคอมมิวนิสต์มองว่าเป็นพวกที่ฝักใฝ่และรับใช้จักรวรรดินิยมอังกฤษ

การต่อสู้ระหว่างกลุ่มกบฏต่างๆกับฝ่ายรัฐบาลดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปี พ.ศ.2492 และต่างฝ่ายต่างยึดพื้นที่กันไปมาทั้งฝ่ายกบฎและฝ่ายรัฐบาล  และตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2492 รัฐบาลอินเดียได้ให้ความช่วยเหลือทางการทหารโดยส่งอาวุธให้กับฝ่ายรัฐบาล ในขณะที่กลุ่มคอมมิวนิสต์อินเดียให้การสนับสนุนกลุ่มคอมมิวนิสต์ธงแดงในพม่า  จนกระทั่งปี พ.ศ.2493 ทั้งรัฐบาลอังกฤษและรัฐบาลอินเดียได้ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลพม่าโดยจัดส่งอาวุธให้  และในปลายปีเดียวกันนั้น รัฐบาลสหรัฐฯก็ได้ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่รัฐบาลพม่าในเดือนตุลาคม พ.ศ.2493 เช่นกัน

ต่อมาในปี พ.ศ.2494 ในท่ามกลางสภาวการณ์ดังกล่าว อู นุ ได้ตัดสินใจให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้น หลังจากที่ล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไปถึง 3 ปี เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า มาตรา 233  รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2490 ได้กำหนด

“ให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ภายใน 18 เดือนหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้”  (233. The first general elections under this Constitution shall be held within eighteen months from the date of the coming into operation of this Constitution.)

การตัดสินใจให้มีการเลือกตั้งทั่วไปของ อู นุ น่าจะมาจากการที่เขาตระหนักว่า เขาได้ดำรงตำแหน่งมาเกินเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเป็นเวลา 4 ปี ครบเวลาของสภาตามกติกาทั่วไปของระบบรัฐสภา  และการตัดสินใจดังกล่าวนี้น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สารานุกรมบริเตนนิกากล่าวถึง อู นุ ว่าเป็นนักการเมืองที่น่าเคารพอย่างยิ่ง

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 จึงได้เกิดขึ้นในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2494-2495 และกลุ่ม “สันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์”  ที่ อู นุ เป็นผู้นำได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยได้ที่นั่งเสียงข้างมากในสภาเป็นจำนวน 199 จากทั้งหมด 250 ที่นั่ง ส่งผลให้ อู นุ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สอง และรัฐสภาได้ลงคะแนนเลือก บะอู ประธานศาลฎีกาให้เป็นประธานาธิบดีต่อจากเจ้าส่วยแต้ก

45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่ยี่สิบเอ็ด): แนวโน้มการครองอำนาจยาวนานของผู้นำทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงระหว่างและหลังสงครามเย็น

บะอูจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในปี พ.ศ. 2455 และดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีการะหว่าง พ.ศ. 2491-2495 และเป็นหนึ่งในสมาชิกของ กลุ่ม “สันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์”

ที่จริงตามรัฐธรรมนูญ อู นุจะต้องหมดวาระการเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลชั่วคราวไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 แล้ว และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ.2491  แต่จากสงครามกลางเมือง ทำให้ อู นุ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีต่อไปได้ภายใต้การประกาศกฎอัยการศึกและการประกาศภาวะฉุกเฉิน                                         

(แหล่งอ้างอิง:

https://www.ilo.org/dyn/natlex/docs/ELECTRONIC/79573/85699/F1436085708/MMR79573.pdf  ;

https://www.britannica.com/biography/U-Nu  ;  ลลิตา หาญวงษ์, “ไทยพบพม่า : แผ่นดินทอง:แผนเศรษฐกิจ ความหวัง กับอนาคตใหม่ของพม่ายุคหลังสงครามโลก” https://www.matichon.co.th/columnists/news_885077  และ “กำเนิดพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (3)” https://www.matichon.co.th/article/news_1524977  ; https://uca.edu/politicalscience/dadm-project/asiapacific-region/burmamyanmar-1948-present/  ; http://qilei.org/wiki/Tin_Htut  ; https://www.cia.gov/readingroom/docs/DOC_0000258847.pdf  ; https://constitutionnet.org/comparing-three-versions-myanmar-burma-constitution  ; https://en.wikipedia.org/wiki/Ba_U ) 

ข่าวล่าสุด

SET แก่วงฟื้นตัว ท่ามกลางความผันผวนของภาษีทรัมป์ จับตาตัวเลขส่งออกไทย