การกู้เงินโดยการออกพระราชกำหนด 500,000 ล้านบาท ยังไม่พอที่จะแก้วิกฤตของประเทศในช่วง 1 ปีข้างหน้า
หลังจากสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ที่ได้ทำให้ชาวโลกได้เห็น Soft power ของไทยที่มาจากประเพณีประจำชาติอย่างน่าภูมิใจ คนไทยและสื่อก็ได้ยินข่าวในด้านความจำเป็นทางการคลังของประเทศ ว่ารัฐบาลจำต้องหาเงินก้อนใหญ่ คือ 500,000 ล้านบาท มาใช้จ่ายในปีงบประมาณนี้และปีงบประมาณ 2570 ที่กำลังจะถึงนี้ด้วย
ข่าวใหญ่นี้ถูกเปิดเผยจากท่านรองนายกด้านกฎหมาย คือ ท่านปกรณ์ นิลประพันธ์ และได้รับการตอบรับในหลักการจากท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อสื่อถาม ผมว่าเรื่องนี้เป็นข่าวดีที่รัฐบาลนี้ได้มองเห็นความจำเป็นตั้งแต่ต้นของการหาเงินมารับมือกับภาวะวิกฤตที่ร้อนแรงจากการถูกทำให้น้ำมันขึ้นราคาทั้งโลก จากสงครามสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน
ในวันนี้ผมจึงใคร่ขอเข้าไปวิเคราะห์การคลังภาครัฐที่ยอบแยบ ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีการออกพระราชกำหนดเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้รัฐบาลกู้เงินจำนวนมากโดยใช้วิธีการออกเป็นพระราชกำหนดโดยมีเหตุผลที่แจงวัตถุประสงค์ได้ และรัฐบาลสามารถทำได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
1. ข้อจำกัดของสถานะการคลังที่ทำให้รัฐบาลต้องยืนหลังพิงกำแพง
สถานะการคลังของภาครัฐไม่ว่าเพดานหนี้จะกำหนดไว้แค่ไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถที่รัฐบาลจะกู้เงินมาใช้ได้ง่ายๆ เพราะประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมด้านการคลังไว้รัดกุมมาก นับตั้งแต่กฎหมายพ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อีกทั้งยังมี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อีกด้วย
กฎเหล็กในการควบคุมงบประมาณแผ่นดินก็คือ การก่อหนี้เพื่อกู้เงินมาชดเชยการคลังขาดดุล(Deficit Financing) ในแต่ละปี ที่ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า จะกู้ได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่าย บวกกับร้อยละ 80 ของงบชำระหนี้เงินต้นของปีงบประมาณนั้น นี่คือเกณฑ์ปกติที่มี 4 ปัจจัยสำคัญ ผูกโยงติดพันกันไป คือรายได้ รายจ่าย การขาดดุล และการเติบโตของ GDP
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลถูกบีบคั้นด้วย GDP ที่ไม่โตแถมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน รายได้ของรัฐบาลก็เก็บเพิ่มได้น้อย การจะไปกู้เงินมาใช้ในงบประมาณให้มาก หรือทำงบขาดดุลให้มากก็จะทำได้น้อยลง ซึ่งท่านจะเคยเห็นสมัยท่านนายกเศรษฐา ทวีสิน ในช่วงปลายปี 2566 ได้พยายามที่จะกู้เงิน 500,000 ล้านบาท มาแจกประชาชนในรูปแบบของดิจิทัลวอลเล็ต แต่ก็ถูกส่วนราชการที่รับผิดชอบค้านกันหมดจนเดินต่อไม่ได้
จากนั้นเศรษฐกิจของไทยก็ยังตกต่ำอีก เพิ่มความกดดันในการตั้งงบปี 2569 หนักขึ้น ในช่วงของรัฐบาลแพรทองธาร ชินวัตร งบประมาณเพิ่มจากปีก่อนแค่ 0.7 % เท่านั้น เพราะรัฐบาลไม่คิดทำอะไรนอกกรอบ
2. การจัดสรรงบประมาณปี 2570 เพื่อเสริมพลังให้คนไทยสามารถอยู่เหนือระดับน้ำท่วม และให้รัฐบาลมีทางออกในการรักษาความมั่นคง และเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้
วิกฤตจากสงครามจนกลายเป็นการกระโดดสูงขึ้นของราคาน้ำมัน และตามมาด้วยอัตราเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นถึง 4 – 5 % แล้วลงเอยด้วยราคาสินค้าและบริการต้องถูกปรับให้สูงขึ้นมากในครั้งนี้ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดก็เหมือนภาวะน้ำท่วมแล้วลดยาก
ทำให้สิ่งของทุกอย่างต้องลอยสูงขึ้น แต่ประชาชนที่อยู่ใต้ถุนบ้าน ดำรงชีพพออยู่ได้ไปวันๆหนึ่งเสมือนคนป่วยอยู่แล้ว ดังนั้น น้ำท่วมครั้งนี้ ถ้าไม่มีใครช่วยและผลักดันให้ไปอยู่ที่ชั้นบนได้ ก็จะตายกันเป็นเบือลูกเดียว
ผมขอเรียนตรงๆว่า ถ้าผู้นำของไทยยังวิเคราะห์ผลกระทบจากวิกฤตหนนี้ไม่ออก คิดแต่ประหยัดด้วยงบประมาณที่จำกัด จะอดออมก็ช่วยไม่ได้แล้ว ยิ่งไปกันใหญ่นะครับ เพราะภาคประชาชนที่มีอำนาจซื้อน้อยอยู่แล้ว จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก การลงทุนภาคเอกชนก็มีแต่จะซบเซา ประสิทธิภาพการผลิตที่สู้ชาติอื่นไม่ค่อยได้ก็จะยิ่งทรุดลงไปอีก
ส่วนการส่งออกแม้จะขายเก่งก็ตาม ดีที่สุดแค่ไม่ให้ติดลบ ส่วนสาขาหลักเรื่องการท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างและสาธารณูปการโดยภาครัฐที่จะอำนวยความสะดวกและดีขึ้นก็ไม่ค่อยมี ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยเมื่อเทียบกับเวียดนามลดลง
สรุปได้ว่าเครื่องยนต์หลักที่จะทำให้ประเทศมี GDP โตถึง 3 % ต่อปี เป็นไปไม่ได้เพราะเครื่องยนต์ที่ใช้ได้ของประเทศมีเหลืออยู่หนึ่งเครื่องแค่ภาครัฐเท่านั้น การกระตุ้นการบริโภคนั้นงัดไม่ขึ้นแล้วครับ ซึ่งก็รู้ๆกันอยู่ว่าต้องใช้เงินตามงบปีนี้ที่ขาดอยู่ให้เต็มที่ เพื่อใช้ในการช่วยผู้ที่เปราะบางตามนโยบายเดิม รวมทั้งเร่งการลงทุนที่ทำได้เร็ว เพราะรัฐบาลที่ทำงานเป็นไม่ควรทำงานช้า จำเป็นต้องเตรียมเงินให้พอใช้สำหรับงบปีนี้ นี่คือเหตุผลหลักประการแรกที่ชี้ว่าทำไมรัฐบาลต้องออก พ.ร.ก. กู้เงิน 500,000 ล้านบาท
แล้วปี 2570 ที่กำลังจะถึงในเดือนตุลาคมนี้ มองดูตามเกณฑ์และกฎหมายที่กล่าว งบประมาณที่จะตั้งตามกรอบวินัยการคลังก็จะไม่สามารถกู้วิกฤตและผลักดันให้ผู้คนมีระดับสูงขึ้นเหนือน้ำได้ นี่ก็คือเหตุผลหลักประการที่สองที่จะนำมาอ้างในการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ ซึ่งตรงกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 172 ที่มีเงื่อนไขให้อำนาจแก่คณะรัฐมนตรีตราพระราชกำหนดกู้เงินได้ คือ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เรื่องนี้ใครจะค้านอย่างไรก็ให้ว่ากันไป แต่รัฐบาลก็ต้องเดินหน้า
ความเห็นผมในเรื่องนี้อาจต่างกับนักวิชาการและผู้ใหญ่ในรัฐบาลหลายคน คือผมเห็นว่า เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ไหนๆก็ไหนๆ การออกพระราชกำหนดกู้เงินครั้งนี้ ต้องมีวงเงินเพื่อนำมาชดเชยส่วนที่ขาดของปี 2569 เสียส่วนหนึ่ง และทั้งต้องนำมากู้วิกฤตจากสภาพผู้ป่วยหนักในเอเชียให้มีสภาพเหมือนนักกีฬาน้องใหม่ในเอเชียอีกส่วนหนึ่ง เงินกู้ที่รัฐจะออก พ.ร.ก.ในครั้งนี้จำเป็นต้องเพิ่มให้สูงกว่า 500,000 ล้านบาท ด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม วงเงินที่ต้องกู้เป็นกรณีพิเศษให้คนทั้งโลกเห็นนี้ ผมขอให้พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล และตัวนักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศ จงละเว้นสิ่งที่บางพรรคคุ้นเคยในการถอนทุนที่เคยทำต่องบประมาณมาตลอด แล้วหันมาสร้างบรรยากาศใหม่ของการบริหารราชการแผ่นดินไร้สีเทา ให้เป็นที่ประจักษ์ทั่วต่อคนไทยและนานาชาติด้วย ขอสิ่งเดียวนี้แหละ GDP จะได้โตถึง 3 - 4 % ได้สักที


