posttoday

ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (23)

12 มีนาคม 2565

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

*************

พรหมลิขิตให้ป๋าเปรมกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์รักกันมาก “ผู้ใดหนอคือพรหม?”

เมื่อคราวกบฏ “เมษาฮาวาย 2524” ป๋าเปรม หรือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้แจ้งข่าวและคอยคุ้มครองท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อยู่ตลอดเวลา จนเมื่อท่านถึงเชียงใหม่ก็ยังติดต่อเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ยืนยันว่า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ปลอดภัย ดังที่ผมได้เล่ามาให้ได้อ่านเมื่อก่อนหน้านี้ คนที่ไม่ได้ทราบถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของ “ผู้ใหญ่” ทั้งสอง ก็อาจจะคิดไปแต่เพียงว่าเป็นปกติของการให้ความปลอดภัยตามหน้าที่ของรัฐบาล ที่ป๋าเปรมเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องคอยดูแลท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่เป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลก็เพียงแค่นั้น ซึ่งความจริงแล้วทั้งสองท่านมีความสัมพันธ์ที่ “ลึกซึ้ง” มากไปกว่าที่ได้แสดงออกมาดังกล่าวนั้นมาก

ตามประวัติของพลเอกเปรมที่มีการเรียบเรียงไว้ มองด้วยสายตาของนักสังเกตการณ์ทางการเมือง ก็คงมองเห็นได้ว่าท่านเป็นแค่ “ทหารอาชีพ” คนหนึ่ง คือเป็นทหารในแถวที่ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันปะเทศมาอย่างแน่วแน่ แม้แต่ตอนที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินทำรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม2519กองทัพภาค 2 ที่อยู่ภายใต้ การบังคับบัญชาของพลโท(ยศในตำแหน่งแม่ทัพภาค 2)เปรม ติณสูลานนท์ ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เต็มใจที่จะเข้าร่วม

แต่ด้วยสายการบังคับบัญชา ทำให้ต้องมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่บ้าง และนี่เองที่ทำให้พลเอกเปรมต้องเข้ามาเป็น “ทหารการเมือง” เพราะดูเหมือนว่าทหารในยุครัฐประหาร 2519 นั้นจะเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังนักศึกษา และทำการปราบปรามนักศึกษาด้วยความรุนแรง ดังจะเห็นจากใช้นโยบาย “ไล่ล่า” กับนักศึกษา จนต้องหนีเข้าป่ากระเจิดกระเจิง แล้วไปรวมกลุ่มกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทำการต่อสู่ต่อต้านรัฐบาลและปลุกระดมชาวบ้านให้ต่อสู่กับรัฐบาลนั้นด้วย

หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519โดยรัฐบาล “ในเปลือกหอย” ที่มีทหารคุ้มครอง ที่กลัวผีคอมมิวนิสต์จน “อุจาระขึ้นสมอง” พอ ๆ กัน ได้สร้างปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะความแตกแยกระหว่างผู้คนกลุ่มต่าง ๆ ในบ้านเมือง ไม่เว้นแม้แต่ในหมู่ประชาชน แต่ยังมีความแตกแยกกันในหมู่นายทหารและข้าราชการส่วนอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งในกองทัพมีทหารอย่างน้อย 2 พวกที่ขัดแย้งกัน พวกหนึ่งคือนายทหารที่เป็นแกนนำการทำรัฐประหารเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งก็เป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมจึงต้องไปเอา พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ที่มีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในตอนนั้นมาเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร

ทำไมจึงไม่ใช่ผู้บัญชาการทหารบกอย่างหลายครั้งก่อนหน้านี้ นี่ก็แสดงว่าในกองทัพบกนั้นมีปัญหาอยู่พอสมควร และเมื่อทำรัฐประหารแล้วก็ทำให้ทหารอีกพวกหนึ่งปรากฎตัวออกมาในทันที นั่นก็คือทหารกลุ่มที่เรียกว่า “ทหารประชาธิปไตย” ที่ประกอบด้วยนายทหารระดับนายพันที่ควบคุมกำลังหลักของกองทัพหลายกองพัน ซึ่งต่อมานายทหารกลุ่มนี้ได้หันมาสนับสนุนพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในกองทัพ พร้อมกับที่เป็นฐานกำลังสนับสนุนรัฐบาลของพลเอกเปรมในเวลาต่อมาด้วย

เรื่องนี้ในข้อเขียนของนักวิชาการทั้งทางด้านรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ได้มีข้อสรุปไปในทำนองเดียวกันว่า การเติบโตของพลเอกเปรมในทางการทหารและการเมืองนั้น เป็นด้วย “ฟ้ากำหนด” แต่มีเบื้องหลังที่หลาย ๆ คนมีความเห็นแตกต่างกัน บ้างก็บอกว่าเป็นเพราะพลเอกเปรมเป็นนายทหารที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวเป็นที่ยิ่ง บ้างก็ว่าเป็นเพราะสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกที่มีนายทหารที่ไว้วางพระราชหฤทัยเหลือให้เลือกเพียงพลเอกเปรมเพียงคนเดียว และบ้างก็ว่าเป็นเพราะนายทหารในทั้งสามเหล่าทัพมีความเห็นพ้องต้องกันที่จะยกพลเอกเปรมขึ้นสู่ตำแหน่งต่าง ๆ ในทางทหารและทางการเมืองนั้น เพื่อรักษาสถาบันสูงสุดให้คงอยู่ เพราะถ้าปล่อยให้รัฐบาลปราบปรามประชาชน ก็คงกระทบกระเทือนถึง “ธุลีละอองพระบาท” นั้นได้

เรื่องรัฐบาลกับปัญหาคอมมิวนิสต์นี้มีเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ในช่วงแรกนั้น(นับตั้งแต่วันเสียงปืนแตก7 สิงหาคม 2508)เป็นเรื่องของกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เกี่ยวกับการต่อต้านระบบราชการ ในชื่อว่าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้จับอาวุธลุกขึ้นสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในบางพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ทุรกันดารตามหุบเขาต่าง ๆ ทั้งในภาคเหนือ อีสาน และใต้ แต่ก็จำกัดเขตอยู่ไม่ได้มีความเสียหายอะไรรุนแรงมากนัก จนกระทั่งในช่วงหลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 นั่นเอง เมื่อมีนักศึกษาและปัญญาชนรวมถึงนักการเมืองบางส่วน ได้หนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท. ก็ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการแยกประชาชนออกจากรัฐบาล ที่หมายถึงการแยกประชาชนออกจากพระเจ้าแผ่นดินนั้นด้วย

แน่นอนว่า “คนหูทิพย์ตาทิพย์(และสมองทิพย์)” อย่างท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่มีแหล่งข้อมูลและ “กุมารทอง” (หมายถึงผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือและปกป้องคุ้มภัย)ต่าง ๆ จำนวนมาก ก็ต้องได้รับรู้ถึงปัญหาเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 9 ) ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ถือว่าเป็นวิกฤติที่ร้ายแรงที่สุดของชาติ และจะต้องปกป้องพระมหากษัตริย์ให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งหลายนั้น ก็บังเอิญที่ในช่วงนั้นมีนายทหารที่มีอุดมการณ์เดียวกันกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อยู่ในแผ่นดินไทยด้วยคนหนึ่ง ซึ่งก็คือนายทหารม้ารูปหล่อพูดน้อย ชื่อพลโทเปรม ติณสูลานนท์

ตอนที่ผมทำงานเป็นเลขานุการของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เป็นช่วงที่ท่านกำลังต่อสู้อยู่กับรัฐบาลที่กลัวผีคอมมิวนิสต์นั้นอยู่พอดี โดยที่ท่านได้ตั้งชื่อคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐที่ไม่เคยมีชื่อคอลัมน์มาก่อนเลย แต่ก็เรียกกันว่า “คอลัมน์หน้า5สยามรัฐ” มากว่า20 ปี ให้มามีชื่อคอลัมน์ว่า “ข้าวไกลนา” ตั้งแต่ที่มีรัฐประหาร6 ตุลาคม 2519ได้ไม่นาน ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น “ข้าวนอกนา” ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา จนสุดท้ายก็เปลี่ยนชื่อเป็น “ข้างสังเวียน” ในตอนกลางปี 2520ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวเพื่อ “ชก” กับรัฐบาลที่บ้าสงครามปราบปรามคอมมิวนิสต์นั้น

อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีผู้คอยให้ข้อมูลและความช่วยเหลือต่าง ๆ จำนวนมาก ในจำนวนนั้นก็มีหลายคนที่เข้านอกออกในและรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท รวมถึงที่มีความสนิทสนมกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มานาน และบางคนก็เป็นลูกศิษย์ลูกหาที่เข้าออกบ้านสวนพลูอยู่เป็นประจำ จึงมีการสื่อสารเรื่องต่าง ๆ ระหว่าง “ในวัง” กับ “บ้านสวนพลู” นั้นอยู่เสมอเป็นปกติ ซึ่งรวมถึงความเคลื่อนไหวของนายทหารม้ารูปหล่อพูดน้อย “พลโทเปรม ติณสูลานนท์” แห่งกองทัพภาคที่ ๒ ที่กำลังเปลี่ยนฐานะจากผู้พิทักษ์อีสาน มาเป็น “ผู้พิทักษ์ราชบัลลังก์”

เรื่องนี้คงจะต้องเล่าต่อในสัปดาห์หน้า เพราะ “เรื่องลึก ๆ” มีแต่”ซือแป๋แห่งซอยสวนพลู” เท่านั้นที่จะให้คำตอบได้

******************************

ข่าวล่าสุด

SET แก่วงฟื้นตัว ท่ามกลางความผันผวนของภาษีทรัมป์ จับตาตัวเลขส่งออกไทย