
ติดตามสถานการณ์สงครามในยูเครน เงินเฟ้อสหรัฐฯ และการประชุมอีซีบี
เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.40-32.80 ในสัปดาห์นี้ โดยสถานการณ์สงครามในยูเครนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม
คอลัมน์ มันนี่วีก (Money…week) โดย...กฤติกา บุญสร้างมนัสวิน ฐิติสมบูรณ์, สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.40-32.80 ในสัปดาห์นี้ โดยสถานการณ์สงครามในยูเครนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ท่ามกลางความตึงเครียดต่อเนื่อง ด้วยรัสเซียกำลังโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของยูเครน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าราว 25% ของยูเครน
ด้านตัวเลขเศรษฐกิจ ตลาดรอคอยการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนกุมภาพันธ์ที่คาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงถึง 7.9%YoY จากเดือนมกราคมที่ 7.5%YoY ซึ่งจะส่งผลต่อการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า โดยตลาดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย 25bps และจับตามองคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย (Dot Plot) ของสมาชิกเฟดด้วย นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมอีซีบี ซึ่งตลาดคาดการณ์การคงดอกเบี้ย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามในยูเครนที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรป และเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงด้วยความกังวลต่ออุปทานที่จำกัดจากการแบนรัสเซีย และการเพิ่มกำลังการผลิตตามแผนเดิมของโอเปก
ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม 2022 ค่าเงินบาทอ่อนค่าท่ามกลางสถานการณ์สงครามในยูเครนที่ยังคงตึงเครียดและยืดเยื้อต่อเนื่อง ล่าสุดรัสเซียโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของยูเครน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ก่อนการเจรจาอีกรอบระหว่างรัสเซียและยูเครน ท่ามกลางการแบนจากหลายชาติที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสพุ่งขึ้น 48%YTD ในขณะที่ราคาซื้อขายข้าวสาลีล่วงหน้าพุ่งขึ้น 46%YTD นอกจากนี้ โอเปกพลัสตกลงเพิ่มกำลังการผลิต 4 แสนบาร์เรลต่อวัน ในเดือนเมษายน ตามแผนเดิมที่วางไว้ กดดันราคาน้ำมันต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลอุปทานที่ไม่เพียงพอ
ด้านปัจจัยในประเทศ ในสัปดาห์นี้เงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตร แต่ยังคงมีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทย ด้านธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยดุลบัญชีเดินสะพัดไทยในเดือนมกราคมขาดดุล 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แย่กว่าที่คาด เนื่องจากดุลการค้าเดือนมกราคมเกินดุลลดลง ด้วยการนำเข้าที่ขยายตัวสูงมากกว่าการส่งออกไปมาก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีความหวังต่อการฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น จากการทำ Travel bubble กับอินเดีย และเตรียมเจรจากับมาเลเซีย โดยนักท่องเที่ยวมาเลเซียมีจำนวนมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากจีน ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว 4.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 11% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดในปี 2019 ประกอบกับจีนกำลังพิจารณายกเลิกนโยบายควบคุมโควิดที่เข้มงวด โดยไทยมีเสนอแผนจะทำ Travel bubble กับจีน โดยนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็น 28% ของนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ในปี 2019
ด้านเฟด โพเวลสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย 25bps ในเดือนมีนาคม โดยประเมินว่าสงครามรัสเซียยูเครนสร้างความเสี่ยงเศรษฐกิจ แต่การขึ้นดอกเบี้ย 50bps ยังคงเป็นไปได้ หากเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ในขณะที่ตัวเลขตลาดแรงงานส่งสัญญาณดี ด้านตลาดปรับมุมมองไปในทิศทาง Dovish มากยิ่งขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามในยูเครนที่พุ่งสูง โดยตลาดปรับลดคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 50bps ในเดือนมีนาคมลงแล้ว
ด้านยุโรป เงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์พุ่ง 5.8%YoY เหนือกว่าคาดการณ์ สร้างแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายของอีซีบีต่อเนื่อง ราคาก๊าซในตลาดซื้อขายล่วงหน้าพุ่งขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่สหภาพยุโรปกำลังพิจารณาใช้แหล่งพลังงานอื่นแทนก๊าซจากรัสเซีย ซึ่งมีสัดส่วนราว 43.4% ของก๊าซที่ใช้ในยุโรป ด้านอีซีบีแสดงความกังวลต่อสงครามในยูเครนที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจยูโรโซน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อีซีบี ฟิลิป เลน ระบุว่าสถานการณ์สงครามในยูเครนจะกระทบจีดีพียูโรโซนในปีนี้ราว 0.3-0.4% ในขณะที่สมาชิกอีซีบี หลุยส์ เดอ กวินโดส ยานนิส สเตรานาราส และมาริโอ้ เซนเทโน้ กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ (Stagflation) ในระยะข้างหน้า
เงินบาทปิดตลาดที่ 32.68 ในวันศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2022 ณ เวลา 17.00 น.
ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นหลักที่ขับเคลื่อนตลาดยังคงเป็นเรี่องความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ถึงแม้จะมีความพยายามในการเจรจากันระหว่างรัสเซียกับยูเครน แต่ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ซึ่งระหว่างนั้นทางรัสเซียยังคงเดินหน้าบุกเข้ายูเครนอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหนุนให้เม็ดเงินยังคงไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 10ปี ปรับตัวลดลงจากช่วงต้นสัปดาห์บริเวณ 1.90% ลงไปทดสอบแนวต้านที่ 1.70% ถึง 3 รอบ แต่ยังไม่สามารถผ่านไปได้ และปรับตัวขึ้นมาอยู่แถวบริเวณ 1.80% ในช่วงท้ายของสัปดาห์ ส่วนอีกปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามคือการประชุมเฟดที่จะเกินขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 65 นี้ ซึ่งล่าสุดมีความเห็นจากคุณโพเวลที่สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย 25bps ในการประชุมเดือนมีนาคมนี้ โดยมองว่าสงครามรัสเซียยูเครนสร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดฟิวเจอร์ โดยตัวเลข Fed Fund Future ได้ให้โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 50 bps ในการประชุมเดือนมีนาคมลดลงมาอยู่ที่ 5% จาก 20% ในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่สมาชิกเฟด ลอเรตต้า เมสเตอร์และจอห์น วิลเลี่ยม สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วขึ้น หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นตอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงตามทิศทางเดียวกับตลาดโลก โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การประมูลพันธบัตรรัฐบาล LB31DA ตัว Benchmark รุ่นอายุ 10ปี วงเงินประมูล 20,000 ล้านบาท ที่ปรากฏว่าผลออกมาถือว่าค่อนข้างดี ปิดประมูลที่อัตราผลตอบแทน 2.04% พร้อมกับ Bid coverage ratio 2.17 เท่า โดยอัตราผลตอบแทน 2.04% ถือว่าต่ำกว่า rate ที่ซื้อขายในตลาดรองช่วงเช้าของการประมูล 4-5 bps ส่งผลให้ภายหลังการประมูลมีแรงซื้อเข้ามาตลอดอายุของพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยมูลค่าสุทธิประมาณ 32,163 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 24,707 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 4,139 ล้านบาทและมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 11,595 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ วันที่ 04 มีนาคม 2565 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.51% 0.67% 0.95% 1.34% 1.77% และ 2.13% ตามลำดับ







