
คาด ธปท. คงดอกเบี้ย และติดตามเงินเฟ้อสหรัฐฯ
เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.40 ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุม ธปท. ในวันพุธนี้
คอลัมน์ มันนี่วีก (Money…week) โดย...กฤติกา บุญสร้าง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.40 ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุมธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันพุธนี้ ซึ่งเราคาดว่า ธปท. จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อเนื่องจากมติเอกฉันท์ในการประชุมครั้งก่อน ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด และยังคงต้องการแรงหนุนต่อเนื่อง แม้เงินเฟ้อไทยจะเริ่มเร่งตัวขึ้น แต่เกิดจากปัจจัยจากภาคอุปทานเป็นหลัก โดยเฉพาะราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
ด้านต่างประเทศ ติดตามเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะเร่งตัวขึ้นเป็น 7.30%YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ 7.00%YoY ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันเฟดให้ต้องเร่งดำเนินการนโยบายการเงินแบบตึงตัวในเร็ววันนี้
ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 31 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2022 ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางอานิสงค์บวกจากการกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบไม่กักตัวที่เริ่มต้นดีด้วยจำนวนผู้ลงทะเบียนมากกว่า 23,000 คน โดยวันแรกของการกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบไม่กักตัว มีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ 2,500 คน ด้านกระทรวงการคลังคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2022 เติบโต 4% เท่ากับประมาณการเดิม เนื่องจากประเมินว่าการใช้จ่ายภายในประเทศจะขยายตัว ประกอบกับความหวังนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ 7 ล้านคน และประเมินว่าค่าเงินบาทไทยปี 2022 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 33.10 พร้อมปรับคาดการณ์เงินเฟ้อที่ 1.9% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 1.4% ทั้งนี้ เงินเฟ้อไทยเดือนมกราคมพุ่งสูงที่ 3.23%YoY สูงกว่าคาดการณ์ เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นหลัก ประกอบกับราคาเนื้อสัตว์ที่แพงขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาเนื้อสัตว์ปรับตัวลงหลังจากผ่านเทศกาลตรุษจีน ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดไทยในเดือนธันวาคมขาดดุล 1,378 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าคาดการณ์ เนื่องจากดุลการค้าเกินดุลลดลง ด้วยการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้น ในขณะที่ดุลบริการและเงินโอนขาดดุลเพิ่มขึ้น ทำให้โดยรวมดุลบัญชีเดินสะพัดไทยปี 2021 ขาดดุล 10.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลง ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโอไมครอน โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อสำรวจภาคการบริการโดยไอเอสเอ็มในเดือนมกราคมลดลงมาอยู่ที่ 59.9 เช่นเดียวกับภาคการผลิตที่ลดลงมาอยู่ที่ 57.6 อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้เผชิญการแพร่ระบาดของโอไมครอน โดยการจ้างงานนอกภาคการเกษตรสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมดีกว่าคาดมาก โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นมากถึง 4.67 แสนตำแหน่ง แม้อัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.0% ด้านสมาชิกเฟดส่งสัญญาณชะลอคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของตลาด โดยให้น้ำหนักกับความสมดุลในการลดขนาดงบดุลกับการทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย และบางส่วนคาดการณ์ถึงการขึ้นดอกเบี้ยราว 4 ครั้ง ซึ่งต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 4-5 ครั้งในปีนี้ ด้านว่าที่สมาชิกใหม่ของเฟด ฟิลิป เจฟเฟอร์สัน ลิซ่า คุก และซาร่าห์ รัสกิ้น กล่าวว่าจะจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อ โดยมองว่าการจัดการกับเงินเฟ้อเป็นปัจจัยที่สำคัญในตอนนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน บรรลุเป้าหมายของเฟด
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น กดดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 ปี ประกอบกับโอเปกพลัสตกลงเพิ่มกำลังการผลิต 4 แสนบาร์เรลต่อวันสำหรับเดือนมีนาคมตามแผนเดิม ในขณะที่สหรัฐฯ เคลื่อนย้ายทหาร 2 พันนายไปยุโรป ท่ามกลางความตึงเครียดของทหารกว่า 1 แสนคนของรัสเซียในเขตใกล้ชายแดนยูเครน แม้รัสเซียจะยังคงปฏิเสธว่าไม่มีแผนจะบุกยูเครน แต่สหรัฐฯ และอังกฤษกำลังพิจารณามาตรการแทรกแซงบุคคลรอบข้างปูติน กดดันรัสเซียต่อเนื่อง
ด้านค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น ภายหลังอีซีบีส่งสัญญาณเตรียมปรับนโยบายการเงินแบบตึงตัว พร้อมระบุเงินเฟ้อเข้าใกล้เป้าหมายที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม อีซีบีจะรอให้มาตรการคิวอีสิ้นสุดลงก่อนจะปรับขึ้นดอกเบี้ย และลาการ์ดไม่ได้ปฏิเสธโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งแตกต่างจากท่าทีก่อนหน้า ในขณะที่เงินเฟ้อยูโรโซนในเดือนมกราคมพุ่ง 5.1%YoY สูงกว่าคาดการณ์ที่คาดว่าจะชะลอลง เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นมากเป็นหลัก ส่งแรงกดดันต่ออีซีบีต่อเนื่อง โดยตลาดคาดการณ์ว่าอีซีบีจะขึ้นดอกเบี้ย 10bps ในเดือนกรกฎาคม และจะขึ้นดอกเบี้ยรวมทั้งหมด 30bps ภายในเดือนธันวาคมนี้
เงินบาทปิดตลาดที่ 32.99 ในวันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2022 ณ เวลา 17.00 น.
ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเศรษฐกิจหลักยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไฮไลท์สำคัญของสัปดาห์อยู่ที่การประชุมธนาคารกลางอังกฤษที่มีมติขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.25% เป็น 0.50% ตามการคาดการณ์ของตลาด อย่างไรก็ตามมีคณะกรรมการถึง 4 ท่านที่เห็นควรให้ขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ที่ 50 bps ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ค่อนข้าง Hawkish ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากธนาคารกลางอังกฤษประเมินว่าเงินเฟ้อมีโอกาสเร่งตัวสูงขึ้นและมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับที่สูงไปได้นานกว่าที่ได้เคยประเมินไว้ ขณะที่การประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ถึงแม้จะมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่มุมมองต่อการกำหนดนโยบายทางเงินดูเปลี่ยนไปเป็น Hawkish มากขึ้น ทั้งนี้อีซีบีจะรอให้มาตรการคิวอีสิ้นสุดลงก่อนจะปรับขึ้นดอกเบี้ย และคุณลาการ์ดไม่ได้ปฏิเสธโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ เทียบกับท่าทีก่อนหน้านี้ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไปตลอดปี 2022 ทำให้ตลาดในฝั่งอังกฤษและยูโรโซนเป็นตลาดที่ชี้นำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้น โดยพันธบัตรรัฐบาลของอังกฤษอายุ 2 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 18 bps มาอยู่บริเวณ 1.19% และพันธบัตรรัฐบาลของอังกฤษอายุ 10 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 มาอยู่ที่บริเวณ 1.37%
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยในช่วงต้นสัปดาห์มีการปรับตัวลดลงไปก่อน อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายของสัปดาห์ก็ปรับตัวสูงขึ้นเข้ามาใกล้กับระดับปิดในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักในช่วงท้ายสัปดาห์ที่ทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวขึ้นก็มาจากปัจจัยของตลาดโลก รวมถึงการประกาศตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมกราคมอยู่ที่ 3.23% YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 2.17% YoY และสูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 2.47% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเป็นหลัก จึงทำให้เห็นแรงขายออกมาในพันธบัตรรัฐบาลบ้างเล็กน้อย ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยมูลค่าสุทธิประมาณ 2,370 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 15,458 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 15,285 ล้านบาทและมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 2,197 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.51% 0.69% 0.93% 1.42% 1.80% และ 2.17% ตามลำดับ







