ค่าเงินบาท ติดตามผลการประชุมอีซีบีและบีโออี
เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.70 ในสัปดาห์นี้ ติดตามธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) มีกำหนดการประชุมในวันพฤหัสบดี
คอลัมน์ มันนี่วีก (Money…week) โดย...กฤติกา บุญสร้าง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.70 ในสัปดาห์นี้ ภายหลังจากการประชุมเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆนี้ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า กดดันค่าเงินบาทและค่าเงินสกุลเอเชียอ่อนค่าอย่างหนัก สำหรับสัปดาห์นี้ ฝั่งสหรัฐฯ ตลาดรอคอยตัวเลขตลาดแรงงาน ซึ่งจะมีการประกาศอัตราการว่างงานและการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในวันศุกร์นี้
ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) มีกำหนดการประชุมในวันพฤหัสบดี ท่ามกลางแรงกดดันแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวของเฟด ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าอีซีบีจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกรฎาคม และคาดการณ์ว่าบีโออีจะขึ้นดอกเบี้ยเป็น 0.50% ในการประชุมครั้งนี้
สำหรับประเทศไทยในสัปดาห์นี้ ธปท. จะประกาศดุลบัญชีเดินสะกันในเดือนธันวาคม ซึ่งมีแนวโน้มโดนกดดันจากดุลการค้าที่ขาดดุล 354 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะมีการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมกราคม โดยตลาดคาดการณ์ว่าจะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.48% ท่ามกลางราคาเนื้อสัตว์และค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 24-28 มกราคม 2022 ค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าลงภายหลังจากเฟดประกาศเตรียมขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม และจะลดขนาดงบดุลภายหลังจากขึ้นดอกเบี้ยแล้วอย่างน้อย 1 การประชุม เนื่องจากให้น้ำหนักกับการจัดการเงินเฟ้อ และประเมินว่าตลาดแรงงานฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปัจจุบัน ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยมากถึง 4-5 ครั้งในปีนี้ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์ ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยจีพีดีในไตรมาสที่ 4 เติบโต 6.9% Annualized QoQ ดีกว่าคาดมาก
ด้านความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น จากการที่สหรัฐฯ เรียกทูตกลับจากยูเครนพร้อมพิจารณามาตรการแทรกแซงต่อปูติน ในขณะที่ยุโรปประกาศเตือนรัสเซียว่าจะดำเนินการตอบโต้ความก้าวร้าวของรัสเซีย ท่ามกลางท่าทีแข็งกร้าวและข้อเรียกร้องหลายประการของรัสเซียต่อนาโต้ กดดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนด์พุ่งขึ้นเหนือ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2014 เนื่องจากรัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ราว 11% ของอุปทานน้ำมันโลก นอกจากนี้ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้นระหว่างอียูและจีน โดยอียูยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลกในกรณีที่จีนกีดกันทางการค้าต่อสินค้าจากลิทัวเนีย นับตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมา เนื่องจากลิทัวเนียอนุมัติให้ไต้หวันตั้งสำนักงานตัวแทนภายใต้ชื่อไต้หวัน ซึ่งแตกต่างจากปกติที่ใช้ชื่อเมืองไทเป ทำให้จีนประกาศลดลำดับความสัมพันธ์กับลิทัวเนียและเรียกทูตกลับประเทศ
ด้านจีนเผชิญกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ธนาคารกลางจีนผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง ด้วยการลดดอกเบี้ยธุรกรรมให้กู้ยืมสภาพคล่องระยะ 1 วัน 7 วัน และ 1 เดือน และลดดอกเบี้ยการขายคืนพันธบัตรกลับสู่ตลาดเงินระยะ 14 วันลงอย่างละ 10bps เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่รัฐบาลสนับสนุนให้ธนาคารปล่อยกู้เพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางการกลับมาแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปักกิ่ง ก่อนการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวในเดือนกุมภาพันธ์นี้
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลอนุมัติงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 5.3 หมื่นล้าน เพื่อดำเนินโครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในขณะที่การส่งออกไทยเดือนธันวาคม 2021 ขยายตัวในระดับสูง แม้ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน ในขณะที่ดุลการค้าพลิกขาดดุล 354 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการนำเข้าขยายตัวเร่งขึ้นมาก
เงินบาทปิดตลาดที่ 33.36 ในวันศุกร์ที่ 28 มกราคม 2022 ณ เวลา 17.00 น.
ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกเฝ้าติดตามคือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยที่เฟดได้เฟดส่งสัญญาณเตรียมขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป นั่นก็คือในเดือนมีนาคมนี้ โดยเป้าหมายหลักคือการลดความร้อนแรงของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ใช่การเพิ่มขึ้นแบบชั่วคราวและมีแนวโน้มที่จะคงอยู่ในระดับสูงไปได้นานกว่าที่เฟดเคยประเมินไว้ ขณะที่ตลาดแรงงานก็ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ทำให้การกำหนดนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาดดูมีความจำเป็นน้อยลงในสภานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้คุณโพเวลได้กล่าวถึงเรื่องของการลดขนาดงบดุลว่าสมาชิกเฟดจะเริ่มหารือถึงเรื่องนี้ในการประชุมครั้งหน้า ทำให้ตลาดเห็นพ้องว่าการทำ Quantitative tightening จะมาเร็วกว่าในอดีตอย่างแน่นอน เมื่อผลของการประชุมออกมาเป็นเช่นนี้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลก็ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นอายุ 2ปี ที่นักลงทุนใช้เป็นตัวคาดการณ์ของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ได้ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 20 bps จาก 1.02% มาอยู่แถวบริเวณ 1.21% ขณะที่ในตลาดฟิวเจอร์ได้ price in โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 2022 จากจำนวน 4 ครั้งขึ้นมาอยู่ที่ 4.8 ครั้ง หรือพูดง่ายๆ คือความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 5 อยู่ที่ประมาณ 80% โดยต่อจากนี้นักลงทุนคงต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อที่จะประกาศออกมาตลอดทั้งปี เพราะหากเฟดขึ้นดอกเบี้ย 4-5 ครั้งในปีนี้ตามที่ตลาดได้คาดการณ์แล้ว ไม่สามารถลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อได้ก็จะถือว่าสถานการณ์ในอนาคตอาจจะแย่กว่าที่นักลงทุนได้ price in ไปแล้วก็เป็นได้
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบเหตุจากที่ยังไม่มีปัจจัยใหม่มาสนับสนุน โดยเราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังจำเป็นที่จะต้องอยู่ในระดับต่ำต่อไป เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ในประเทศยังคงได้รับแรงสนันสนุนจากเม็ดเงินของต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้เป็นสัปดาห์ที่สี่ติดต่อกัน โดยกระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยมูลค่าสุทธิประมาณ 9,487 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 7,486 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 2,011 ล้านบาทและมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 10 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ วันที่ 28 มกราคม 2565 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.51% 0.70% 0.93% 1.45% 1.82% และ 2.16% ตามลำดับ


