
ความจริง ความเชื่อ ไปคู่กัน
คอลัมน์ Great Talk
สวัสดีครับ อจ.เกรท
ผมชื่อหนึ่งครับ พอดีผมมีเรื่องจะถามครับ ที่บ้านผมชอบไปบูชาพระเครื่องหลายที่เลย เขาชอบเรื่องค้าขายร่ำรวย ผมก็ไปด้วยหลายครั้งครับ แต่เอาจริงคือผมไม่ค่อยเชื่อนะครับ
แค่มีพระแล้วจะขายของดีผมว่าคนเราต้องขยันครับ ไม่งั้นจะรวยได้อย่างไรจริงไหมครับ อจ.มีความเห็นอย่างไรบ้างครับ
สวัสดีครับคุณหนึ่ง
ผมมีเรื่องเล่าสองเรื่องครับคุณหนึ่งลองอ่านดูนะครับ
เรื่องแรก
ในสงครามแห่งหนึ่งมีชาวบ้านรวมตัวกันเพื่อจะไปต่อสู้กับชาวพม่า ซึ่งชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ไม่เคยออกรบมาก่อน จึงมีความหวาดกลัวต่อการรบครั้งนี้ บ้างก็ว่า “สู้ไม่ได้” บ้างก็ว่า “ตายแน่นอน” ต่างคนต่างหวาดผวากลัวตายกันทุกคน
บังเอิญว่ามีพระแก่รูปหนึ่งเดินผ่านมา ชาวบ้านจึงร้องเรียกพระรูปนี้ว่า
“ท่านๆ หยุดก่อน พวกข้าจะไปออกรบ ท่านเจ้าคุณพอจะมีของดีให้พวกข้าไหมเอาแบบฟันแทงไม่เข้าน่ะท่าน”
พระรูปนั้นหยุดเดินแล้วหันมาบอกว่า “มีสิเดี๋ยวอาตมาจะปลุกเสกให้แต่มีแค่ชิ้นเดียวนะใครจะเอาไปล่ะ แต่ไม่ต้องกลัวนะที่เหลืออาตมาจะเสกคาถาให้ทุกคน”
ชาวบ้านพอได้ยินเริ่มมีแรงฮึดสู้ หัวหน้าชาวบ้านจึงบอกว่า "ข้าเอง ข้าอยู่แนวหน้าข้าขอ ข้าจะนำศึกแทนพวกพี่น้องนี้เอง”
พระรูปนั้นก้มลงหยิบอะไรสักอย่างที่พื้นหญ้าตรงหน้า แล้วจึงเริ่มบริกรรมคาถา เพี้ยง อ่ะได้แล้วโยม อ้าปากมา
หัวหน้าชาวบ้านอ้าปากด้วยความปิติยินดี ในใจนึกแค่ว่า “เอาล่ะโว้ย กูไม่กลัวแล้ว กูจะลุยมันให้สุดๆไปเลย”
ชาวบ้านที่เหลือเริ่มรู้สึกฮึกเหิม หลังจากนั้นพระท่านก็เสกคาถาเป่าใส่หัวให้ทุกคน
เสียงข้าศึกพม่าเริ่มใกล้เข้ามาพอชาวบ้านหันไปมองทางประตูเมือง หันกลับมาพระแก่รูปนั้นหายไปแล้ว
“โห ท่านนี่มีอภิญญามาจริงๆ” “เอาวะพวกเราลุย” เสียงชาวบ้านทั้งหมดร้องเฮ วิ่งถือดาบลุยแบบไม่คิดชีวิต
“เฮ้ยๆ พวกมึง ของดีในปากกูเริ่มดิ้นเว้ย ของขึ้นแล้ว กูฟันแทงไม่เข้า ของปลุกเสกพระอาจารย์ท่านดีจริงพวกมึงไม่ต้องกลัว ศึกนี้เราชนะแน่” เสียงจากหัวหน้าชาวบ้านตะโกนด้วยความฮึกเหิม
สิ้นศึกชัยชนะเป็นของชาวบ้าน ผู้คนทั้งหลายต่างร้องขอดู “ของดี” ที่พระอาจารย์ท่านนั้นได้ปลุกเสกให้
“ขอดูหน่อยท่าน ขอชมเป็นขวัญตา” เสียงชาวบ้านกู่ร้องด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หัวหน้าชาวบ้านจึงคายออกมา “เฮ้ยนี่มันแมลงทับนี่หว่า”
เรื่องจบลงประมาณนี้คุณหนึ่งคิดว่าอย่างไรครับ ^^
เรื่องที่สอง
มีปัญญาไร้ศรัทธา ปัญญานั้นจะเสื่อมลง มีศรัทธาไร้ปัญญา ศรัทธานั้นจะประกอบไปด้วยความลุ่มหลง
ศรัทธา(Faith,Belief) หมายถึงความเชื่อ มักไปสู่การน้อมนำใจซาบซึ้งสิ่งใดได้โดยง่าย ผู้มีศรัทธาจะเปรียบเหมือนมีเครื่องยนต์หลายแรงม้ามีกำลังเยอะมุ่งไปที่ไหนได้โดยง่ายก่อให้เกิดความมั่นใจ(Confidence)
ศรัทธาจะทำให้จิตใจมีพลัง มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ได้ ไปให้ถึง ผู้ไม่มีศรัทธาจะหมดเรี่ยวแรงหมดความมุ่งมั่น ไร้ความหวัง
ปัญญา(Wisdom) คือ ความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น ตอบได้ เข้าใจได้ อธิบายได้และยอมรับได้ หนทางแห่งการพัฒนาปัญญามีสามขั้นคือ
1.สุตตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการฟัง พูด อ่าน เขียน เปรียบได้ดั่งการรับสารจากภายนอก รับสาระทั้งหลายจากสื่อต่างๆไปจนถึงมนุษย์ทั่วไป การเข้าถึงปัญญานี้
ไม่ใช่สักแต่จะฟังแต่ต้องให้ได้ยินเรื่องราวต่างๆ ไม่ใช่สักแต่จะพูดแต่ต้องเจรจาให้เข้าถึงแก่นเนื้อหา ไม่ใช่สักแต่จะเขียนแต่ต้องสามารถถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวหนังสือได้
หากมีความลึกล้ำของการสร้างปัญญาดังนี้ย่อมมีการพัฒนา ปัญญาได้อย่างลึกซึ้ง
2.จินตมยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการหาเหตุและผล เป็นปัญญาที่เราต้องเอามาคิดต่อ จินตนาการต่อเนื่อง
แต่ไม่ใช่การจินตนาการเพ้อฝันไปเรื่อย ควรนำปัญญาที่ได้จากการ สุตมยปัญญามาพัฒนาต่อ พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ พิจารณาให้เห็นถึงผลดีและผลเสีย น้อมนำความรู้เข้ามาสู่ตน เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” คือ การพิจารณาอย่างแยบคาย
3.ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติหรืออบรมบ่มนิสัยอย่างต่อเนื่องพัฒนาจาก จินตมยปัญญามาปฏิบัติจริงให้เห็น ถึงประโยชน์หรือโทษต่างๆว่าสิ่งที่เรา “จินตนาการ” สามารถเป็นจริงได้หรือไม่
ศรัทธาต้องมาคู่กับปัญญาเช่นหากเราศรัทธาต่อสิ่งศักสิทธ์ด้วยชุดความเชื่อในแบบต่างๆ ว่าได้มาครอบครองแล้วจะโชคดี ค้าขายร่ำรวย
สิ่งที่คนอื่นบอกเล่ามาหรือแม้แต่ไปเห็นด้วยตาของตนเอง ต้องใช้ปัญญาพิจารณาด้วยว่าสิ่งที่ได้ยินบอกเล่ามานั้นจริงหรือไม่ หากจริงเราต้องปฏิบัติตนอย่างไรให้ถูกต้อง
โชคดีหากทำไม่ดีสิ่งนั้นจะกลายเป็นเคราะห์ร้าย ค้าขายดีแต่ไม่ระวัง การค้าจะกลายเป็นหนี้ มีของดีไม่ลงมือทำจะเป็นเพียงคนเพ้อฝัน
คิดดีพูดดีทำดี ศรัทธาดีปัญญามี จึงกลายเป็นของคู่กัน







