posttoday

"สวีเดนล้มเหลว"พระราชดำรัสต่อสถานการณ์การรับมือโรคระบาดของกษัตริย์สวีเดน

21 ธันวาคม 2563

โดย ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร    

*********************

หนึ่งในข้อเสนอปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์แปดข้อของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลคือ “ยกเลิกพระราชอำนาจ ในการแสดงความเห็นทางการเมืองทั้งหมด” โดยอาจารย์สมศักดิ์ให้เหตุผลไว้ดังนี้ (“ทำไม ตามหลักการประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์จะมีพระราชดำรัสต่อสาธารณะด้วยพระองค์เองไม่ได้: วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ.  2556: http://somsakjeamfacebooknotes.blogspot.com/2013/11/blog-post_9542.html)

“เหตุผลง่ายๆที่ทำไมในประเทศประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข เขาจึงมี ‘ประเพณี’ ทีไม่ให้กษัตริย์มีพระราชดำรัสต่อสาธารณะด้วยพระองค์เอง คือในลักษณะ ‘สดๆ’ หรือต่อให้ทรงอ่าน แต่ถ้าเป็นร่าง ของพระองค์เอง ไม่ใช่โดยรัฐบาลร่างให้ ก็ไม่ได้ (ก็เพราะถ้าให้กษัตริย์ ‘พูด’ ต่อสาธารณะด้วยพระองค์เองได้ (ไม่ว่าในรูปแบบ ‘สด’ หรือมีร่าง แต่เป็นร่างของพระองค์เอง) ก็ต้องให้สาธารณะ คือประชาชนแสดงความเห็น วิพากษ์ โจมตี พระราชดำรัสนั้นได้เช่นกัน – เพราะจะกดทับหรือละเมิดสิทธิพื้นฐานที่สุดของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยในเรืองนี้ คือห้ามแสดงความเห็นวิพากษ์โจมตี คำพูดหรือการแสดงความเห็นของบุคคลากรของรัฐ ไม่ได้

พูดอีกอย่างคือ ถ้าไม่ต้องการให้กษัตริย์ถูกวิพากษ์โจมตีได้ ก็ต้องไม่ให้แสดงความเห็นของพระองค์เองต่อสาธารณะ (เพราะไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหน คิดว่า ถ้ามีบุคคลากรรัฐแสดงความเห็นของตัวเองต่อสาธารณะแล้ว จะห้ามประชาชนเป็นสิบๆล้าน ไม่ให้มีปฏิกิริยาโดยเสรีได้)

ดังนั้นตามหลักการประชาธิปไตย ประเทศประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข (คือถ้าเป็น ‘ระบอบประชาธิปไตย ทีมีกษัตริย์เป็นประมุข’ จริงๆ) เขาจึงไม่ให้กษัตริย์มีพระราชดำรัสเอง แต่เป็นพระราชดำรัสที่รัฐบาลร่างให้ หรือรับรองเห็นชอบด้วย (คือ ‘ลงนามรับสนอง’ ในความหมายตามหลักการแท้จริง นั่นคือ คนลงนาม เป็นผู้ทำ และมีอำนาจในการกระทำนั้นจริง จึงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น รวมถึงการถูกวิพากษ์โจมตีจากการกระทำนั้น)

แต่ในประเทศไทย ประมาณ 50 ปีทีผ่านมา มีการให้พระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสต่อสาธารณะด้วยพระองค์เองได้ มีการเผยแพร่พระราชดำรัสทีมีต่อเจ้าหน้าที่ต่อสาธารณะ (เช่นในการเข้าเฝ้าถวายรายงานหรือปรึกษาหารือต่างๆ) ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตย (หลักการทีว่า กษัตริย์มีสิทธิจะได้รับการปรึกษา right to consult หรือสิทธิในการตักเตือนรัฐบาล right to warn หมายถึงจะต้องทำในที่รโหฐาน และไม่มีการเผยแพร่ใดๆ เพราะถ้าเผยแพร่ ก็จะอยู่ในฐานะเป็นการแสดงความเห็นต่อสาธารณะ ที่จะห้ามไม่ให้สาธารณะแสดงความเห็นวิพากษ์ไม่ได้)

นักวิชาการอีกท่านหนึ่งที่เสนอให้ยกเลิกพระราชดำรัสสดคืออาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล (“ผมส่องกระจกทุกเช้า ก็ยังเป็นคนเดิมอยู่ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563 https://themomentum.co/interview-piyabutr/) โดยได้ให้เหตุผลไว้ว่า

“พระมหากษัตริย์จะมีอำนาจมาก ก็ต้องยอมรับตามว่าต้องมีความรับผิดชอบ คุณต้องการให้พระมหากษัตริย์รับผิดชอบหรือเปล่า ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ระบอบพระมหากษัตริย์ทั่วโลกตอนนี้ รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ได้ประมาณ 40 กว่าประเทศ ในประเทศเหล่านี้ เป็น Absolute Monarchy ประมาณครึ่งนึง ส่วนใหญ่อยู่ในตะวันออกกลาง แล้วก็บรูไน แล้วก็เหลืออีก 20 กว่าประเทศ ซึ่งเป็น Constitutional Monarchy ซึ่งประเทศเหล่านี้ที่รักษาสถาบันฯ ไว้ได้ ก็ต้องตอบคำถามว่ามีพระมหากษัตริย์เอาไว้เพื่ออะไร

สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ตำแหน่งสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นล้าสมัยไปตามยุคแล้ว ถ้าทันสมัยจริงต้องมีเยอะทุกประเทศ แต่ทำไมมันค่อยๆ หายไป แสดงว่าล้าสมัยไปตามธรรมชาติ ล้าสมัยก็เพราะว่าเราไม่มีทางยอมหรอกครับ มนุษย์เราจะยอมได้อย่างไร ให้คนใดคนหนึ่งขึ้นมาเป็นประมุขของรัฐ ใช้อำนาจรัฐ ผ่านทางตระกูล

สมมติคุณเป็นเจ้าสัวธุรกิจแสนล้าน คุณตายไป ยกพินัยกรรม ให้มรดกลูกคุณ คนก็บอกไม่เป็นไร นั่นเงินของคุณ ถึงกระนั้นก็ตาม รัฐยังไปตามออกภาษีมรดกมาเก็บ เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันในรุ่นถัดไป แต่ตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฐ เป็นประมุขของรัฐ แล้วเราบอกว่าตำแหน่งนี้ สืบทอดอำนาจตามสายโลหิต คนก็จะตั้งคำถามทันที เฮ้ย มันเป็นไปได้เหรอ ในยุคสมัยปัจจุบัน

20 กว่าประเทศที่ยังอยู่ได้ ก็ต้องสร้างเหตุผลมาอธิบาย หนึ่งคือเหตุผลทางประวัติศาสตร์ แต่คนก็จะตั้งคำถามว่า ประวัติศาสตร์มันเปลี่ยนได้ตลอด แต่ถ้าไม่อยากมี ก็ไม่ต้องมี ดังนั้น เหตุผลทางประวัติศาสตร์ก็ไม่พอ

อีกเหตุผลหนึ่งคือการเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ เป็นศูนย์รวมจิตใจของประเทศ เวลาเราพูดถึงนายกฯ ที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล คุณขึ้นมาเป็น มีคนชอบมากกว่าคนไม่ชอบแน่ มันมีฝ่ายการเมืองแน่นอน มีประชาชนที่เชียร์และเกลียดเป็นเรื่องปกติ แต่ประมุขของรัฐ ถ้าหากมีฝ่ายทางการเมือง คนจะเข้าไปด่า

ถ้าคุณบอกว่าเป็นตัวแทนของรัฐ เป็นตัวแทนของคนทุกคน ไม่ได้คิดเรื่องการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่เป็นพระมหากษัตริย์ของคนทุกคน จะทำให้เกิดสถานะนี้ได้ ก็ต้องทำให้เป็นกลางทางการเมือง ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ลงไปเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง

ดังนั้น  ประเทศที่รักษาพระมหากษัตริย์เอาไว้ได้ เขาต้องทำอะไรบ้าง พระมหากษัตริย์ต้องทรงดำรงความเป็นกลางทางการเมือง ไม่แสดงออกในที่สาธารณะว่าคิดอะไร เพราะถ้าแสดงออก จะมีคนชอบ ไม่ชอบ จะต้องเป็นศูนย์รวมจิตใจ เวลาเกิดวิกฤตการณ์จะต้องออกมาให้กำลังใจผู้คน เหตุก่อการร้ายที่ลอนดอน ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ก็ออกมาพูด เหตุก่อการร้ายที่มาดริด พระมหากษัตริย์สเปนในเวลานั้น ก็ออกมาพูด สมมติก่อการร้ายที่ปารีส ประธานาธิบดีออกมาพูด จะมีคนชอบและไม่ชอบ ทุกวันนี้มีม็อบไล่ทุกวัน คุณออกมาพูดอะไร อีกฝ่ายเขาก็โห่ใส่หมด แต่ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์ เวลาที่ทรงมีพระราชดำรัส ในฐานะประมุขของรัฐ คนทั้งประเทศก็จะฟัง นี่คือบทบาท ที่แต่ละประเทศพยายามวางไว้”

สรุปคือ นักวิชาการทั้งสองเห็นตรงกันที่ควรยกเลิกพระราชดำรัสสด ด้วยเหตุผลหลักๆดังต่อไปนี้คือ ของอาจารย์สมศักดิ์ “ถ้าให้กษัตริย์ ‘พูด’ ต่อสาธารณะด้วยพระองค์เองได้ (ไม่ว่าในรูปแบบ ‘สด’ หรือมีร่าง แต่เป็นร่างของพระองค์เอง)  ก็ต้องให้สาธารณะ คือประชาชนแสดงความเห็น วิพากษ์ โจมตี พระราชดำรัสนั้นได้เช่นกัน – เพราะจะกดทับหรือละเมิดสิทธิพื้นฐานที่สุดของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยในเรืองนี้ คือห้ามแสดงความเห็นวิพากษ์โจมตี คำพูดหรือการแสดงความเห็นของบุคคลากรของรัฐ ไม่ได้”

ส่วนของอาจารย์ปิยบุตรคือ “พระมหากษัตริย์ต้องทรงดำรงความเป็นกลางทางการเมือง ไม่แสดงออกในที่สาธารณะว่าคิดอะไร เพราะถ้าแสดงออก จะมีคนชอบ ไม่ชอบ จะต้องเป็นศูนย์รวมจิตใจ เวลาเกิดวิกฤตการณ์จะต้องออกมาให้กำลังใจผู้คน เหตุก่อการร้ายที่ลอนดอน ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ก็ออกมาพูด เหตุก่อการร้ายที่มาดริด พระมหากษัตริย์สเปนในเวลานั้น ก็ออกมาพูด สมมติก่อการร้ายที่ปารีส ประธานาธิบดีออกมาพูด จะมีคนชอบและไม่ชอบ ทุกวันนี้มีม็อบไล่ทุกวัน (ไล่ประธานาธิบดีฝรั่งเศส/ผู้เขียน)  คุณออกมาพูดอะไร อีกฝ่ายเขาก็โห่ใส่หมด แต่ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์ เวลาที่ทรงมีพระราชดำรัส ในฐานะประมุขของรัฐ คนทั้งประเทศก็จะฟัง นี่คือบทบาท ที่แต่ละประเทศพยายามวางไว้”

"สวีเดนล้มเหลว"พระราชดำรัสต่อสถานการณ์การรับมือโรคระบาดของกษัตริย์สวีเดน

"สวีเดนล้มเหลว"พระราชดำรัสต่อสถานการณ์การรับมือโรคระบาดของกษัตริย์สวีเดน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563 รัฐบาลสวีเดนของนาย Stefan Lofven และหัวหน้าหน่วยโรคระบาด Anders Tegnell ได้ออกมาปกป้องยุทธศาสตร์การรับมือโควิด-19 ว่าเป็นแผนที่ยั่งยืนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม พวกเขายอมรับความล้มเหลวในการพยายามปกป้องผู้สูงอายุและผู้อยู่ในสถานพักฟื้น

ต่อมา วันที่ 18 ธันวาคม สำนักข่าวต่างๆ เช่น BBC ของอังกฤษ Deutsche Welle ของเยอรมนี และ Euronews ได้รายงานว่า ในบทคัดย่อของพระราชดำรัสก่อนการบันทึกเทปพระราชดำรัสต่อเทศกาลเฉลิมฉลองสิ้นปีของกษัตริย์กุสตาฟแห่งสวีเดน พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่า “ข้าพเจ้าคิดว่า เราล้มเหลว เรามีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากและนั่นเป็นเรื่องร้ายแรง ที่เราทุกคนต้องเผชิญ”

กษัตริย์สวีเดนทรงมีพระชนมายุ 74 พรรษา พระองค์เองและพระราชโอรสและพระราชสุณิสา (ลูกสะใภ้) ต่างมีผลตรวจว่าติดเชื้อโควิด-19  และเมื่อกราบบังคมทูลถามว่า พระองค์ทรงกลัวหรือไม่ ? พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสตอบว่า “ล่าสุด มันปรากฏชัดเจน มันคืบคลานใกล้เข้ามาๆ และเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ” ได้มีการเผยแพร่พระราชดำรัสดังกล่าวที่ว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าเราล้มเหลว เรามีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากและนั่นเป็นเรื่องร้ายแรง ที่เราทุกคนต้องเผชิญ” เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และจะมีการเผยแพร่พระราชดำรัสฉบับสมบูรณ์ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563

"สวีเดนล้มเหลว"พระราชดำรัสต่อสถานการณ์การรับมือโรคระบาดของกษัตริย์สวีเดน

สวีเดนมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 เป็นจำนวน 7,667 คน สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก แต่ยังคงต่ำกว่าประเทศอื่นๆในยุโรปอย่างอังกฤษ สเปน อิตาตีและฝรั่งเศส ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่มีมาตราล็อคดาวน์

ในขณะที่ สวีเดนไม่ได้มีมาตราล็อคดาว์นหรือบังคับการสวมใส่หน้ากาก แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของการสมัครใจของประชาชนเอง

ล่าสุด มาตรการรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดที่เข้มงวดที่สุดของรัฐบาลสวีเดนคือ ประกาศห้ามขายเครื่องดื่มอัลกอฮอลหลังสี่ทุ่มในบาร์และภัตตาคารและห้ามการรวมตัวกันเกินแปดคน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชึวิตพุ่งขึ้น แต่ทางการสวีเดนก็ยังไม่ประกาศให้มีการล็อคดาว์นทั่วไป ขณะนี้ ผู้มีติดเชื้อจำนวน 350,000 คนในสวีเดน เป็นจำนวนที่มากกว่าร้อยละสามของประชากรทั้งหมด

คำถามคือ การมีพระราชดำรัสดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบโดยตรงทางการเมืองต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลสวีเดนหรือไม่ ? และการมีพระราชดำรัสดังกล่าวนี้ถือว่า พระมหากษัตริย์สวีเดนไม่เป็นกลางทางการเมืองหรือไม่ ? แต่แน่นอนว่า พลเมืองสวีเดนย่อมสามารถแสดงความคิดเห็นโต้แย้งพระราชดำรัสดังกล่าวนี้ได้

ถ้าเป็นบ้านเรา  หากรัฐบาลล้มเหลวในการรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 และพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสว่า ประเทศไทยล้มเหลว  จะส่งผลอย่างไรในทางการเมืองต่อรัฐบาลนั้น ?

หรือในทำนองกลับกัน หากรัฐบาลประสบความสำเร็จในการรับมือและพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จ  จะส่งผลอย่างไรในทางการเมืองต่อรัฐบาลนั้น ?

ประเด็นน่าจะอยู่ที่ หนึ่ง กรณีหรือสถานการณ์ที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกที่จะมีพระราชดำรัสที่แสดงพระบรมราชวินิจฉัย  สอง ประชาชนมีความเป็นตัวของตัวเองแค่ไหน นอกเหนือไปจากการเคารพสักการะที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเขา

ประเทศไทย ทุกวันนี้ มิพักต้องพูดถึงเสรีภาพของประชาชนที่จะแสดงความคิดเห็นต่อพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์ แต่ประชาชนจำนวนหนึ่งสามารถนำมาล้อเลียนเล่นได้ด้วยซ้ำ ดังนั้น ในมุมกลับของตรรกะของอาจารย์สมศักดิ์ที่ว่า “ถ้าให้กษัตริย์ ‘พูด’ ต่อสาธารณะด้วยพระองค์เองได้ (ไม่ว่าในรูปแบบ ‘สด’ หรือมีร่าง แต่เป็นร่างของพระองค์เอง)  ก็ต้องให้สาธารณะ คือประชาชนแสดงความเห็น วิพากษ์ โจมตี พระราชดำรัสนั้นได้เช่นกัน” นั่นคือ เมื่อประชาชนสามารถใช้เสรีภาพวิจารณ์และล้อเลียนด้อยค่าพระราชดำรัส ก็น่าจะหมายความว่า พระมหากษัตริย์ก็ทรงมีเสรีภาพที่จะมีพระราชดำรัสของพระองค์เองในเรื่องใดๆก็ได้เช่นกัน ใช่หรือไม่ ?                                                                        

          

"สวีเดนล้มเหลว"พระราชดำรัสต่อสถานการณ์การรับมือโรคระบาดของกษัตริย์สวีเดน

                                                                                                                      

ข่าวล่าสุด

เจาะสมรภูมิเลือกตั้ง69 ธุรกิจการเมือง VS กลุ่มปฏิรูปโครงสร้าง