posttoday

ข้อเรียกร้องสิบเก้าประการต่อพระมหากษัตริย์ (อังกฤษ)

08 ตุลาคม 2563

โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร

*****************

ผู้เขียนขอพักเรื่องความขัดแย้งระหว่างคณะเจ้ากับพรรคการเมือง the Hat ของสวีเดนไว้ชั่วคราวก่อน เพราะเห็นว่า ควรนำเสนอการเมืองอังกฤษในศตวรรษที่สิบเจ็ดที่อาจมีอะไรที่ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของการเรียกร้องของกลุ่มการเมืองในบ้านเราขณะนี้

บ้านเรากำลังมีกลุ่มการเมืองที่ออกมาเสนอข้อเรียกร้อง 10 ประการเพื่อการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ หรืออีกนัยหนึ่งคือการเรียกร้องให้มีการลดทอนพระราชอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์

ย้อนกลับไป 378 ปี ที่อังกฤษก็มีสถานการณ์ที่คล้ายๆกันนี้เกิดขึ้น

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1642 ฝ่ายรัฐสภาอังกฤษทั้งสองสภา นั่นคือ สภาขุนนางและสภาสามัญชนได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่ง ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีทั้งสิ้น 19 ข้อ และเป็นที่รู้จักกันต่อมาในนามของ “ข้อเรียกร้องสิบเก้าประการ” หรือ “the Nineteen Propositions” ข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้คือการเรียกร้องการมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้นของรัฐสภา หรืออีกนัยหนึ่งคือการเพิ่มอำนาจทางการเมืองของฝ่ายรัฐสภาในการเมืองการปกครองอังกฤษ และลดทอนพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งขณะนั้นอังกฤษมีการปกครองในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ข้อเรียกร้องทั้งสิบเก้าข้อมีใจความดังต่อไปนี้คือ

ข้อหนึ่ง การแต่งตั้งรัฐมนตรีในคณะอภิรัฐมนตรีขององค์พระมหากษัตริย์ (the King’s Privy Council) จะต้องผ่านการเห็นชอบของสภาขุนนางและสภาสามัญชนก่อน

ข้อสอง เรื่องราวต่างๆที่เป็นเรื่องสาธารณะจะต้องผ่านการอภิปรายในรัฐสภาก่อน ไม่สามารถตัดสินโดยลำพังคำแนะนำของที่ปรึกษาส่วนพระองค์

ข้อสาม การแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งบางตำแหน่งที่เป็นตำแหน่งสำคัญ เช่น ผู้ดูแลทรัพย์สินองค์พระมหากษัตริย์ และผู้ดูแลงบประมาณและการคลังของแผ่นดิน จะต้องได้รับการเห็นชอบจากทั้งสองสภา

ข้อสี่ รัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมารับผิดชอบการศึกษาของพระราชโอรสและพระราชธิดาขององค์พระมหากษัตริย์

ข้อห้า รัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบการเสกสมรสของพระราชโอรสและพระราชธิดา

ข้อหก จะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อพระในกายเยซูอิทและคาธอลิก และชาวคาธอลิกผู้ปฏิเสธที่จะเข้าโบสถ์ของคริสต์ศาสนานิกายของอังกฤษ (Anglican Church)

ข้อเจ็ด เพิกถอนสิทธิ์ในการลงคะแนนของขุนนางที่เป็นคาธอลิก และให้บรรดาบุตรหลานของชาวคาธอลิกรับการศึกษาในแบบของโปรเตสแตนท์

ข้อแปด จะต้องมีการปฏิรูปการปกครองในหมู่สงฆ์

ข้อเก้า องค์พระมหากษัตริย์จะต้องยอมรับการจัดกองทัพโดยสภาขุนนางและสภาสามัญ

ข้อสิบ สมาชิกรัฐสภาที่ถูกให้ออกจากตำแหน่งในสมัยประชุมนี้จะต้องได้รับการอนุญาตให้กลับมาดำรงตำแหน่ง

ข้อสิบเอ็ด ที่ปรึกษาและผู้พิพากษาจะต้องสาบานที่จะธำรงรักษากฎข้อบังคับของรัฐสภา

ข้อสิบสอง ข้าราชการและผู้พิพากษาทุกคนที่ผ่านการเห็นชอบของรัฐสภาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งของตนด้วยพฤติกรรมที่ดี

ข้อสิบสาม จะต้องบังคับใช้กฎข้อบังคับของรัฐสภาต่อผู้ฝ่าฝืน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในประเทศหรือหนีไปต่างประเทศก็ตาม

ข้อสิบสี่ องค์พระมหากษัตริย์จะต้องพระราชทานอภัยโทษต่อผู้ถวายฎีกา เว้นเสียแต่ว่า สภาทั้งสองจะคัดค้านไม่เห็นด้วย

ข้อสิบห้า การแต่งตั้งผู้บัญชาการป้อมค่ายของราชอาณาจักรโดยองค์พระมหากษัตริย์จะต้องผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา

ข้อสิบหก กองกำลังทหารรักษาพระองค์ที่เกินความจำเป็นจะต้องถูกยุบเลิกไป

ข้อสิบเจ็ด ราชอาณาจักรจะต้องเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับรัฐโปรเตสแตนท์ของชาวดัทช์ เพื่อร่วมกันปกป้องอาณาจักรต่อองค์สันตะปาปาและพลพรรค

ข้อสิบแปด องค์พระมหากษัตริย์ต้องทรงพระราชทานอภัยโทษแก่สมาชิกทั้งห้าคนของสภาสามัญและลอร์ดคิมบอลตัน (Lorn Kimbolton) จากข้อหาการกระทำผิดต่างๆ [สมาชิกสภาสามัญทั้งห้าคนนี้คือ จอน์ห พิม (John Pym) จอห์น แฮมพ์เดน (John Hampden: ผู้ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1689 เป็นผู้ตั้งชื่อการปฏิวัติโค่นล้มพระเจ้าเจมส์ที่สองในปี ค.ศ. 1688 ว่า “the Glorious Revolution”) เดนซิล โฮลส์ (Denzil Holles) วิลเลียม สโตรด (William Strode) และเซอร์อาร์เธอร์ ฮาเซลริก (Sir Arthur Hazelrig: นายทหารฝ่ายสาธารณรัฐนิยม ที่ต่อสู้เพื่อรัฐสภา

แต่ต่อมาขัดแย้งกับโอลิเวอร์ ครอมแวล และกลับเสนอให้มีการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ขึ้นมาใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจ) ผู้ซึ่งถูกถอดถอนจากการเป็นสมาชิกรัฐสภา จากข้อหาเป็นกบฏร้ายแรงในฐานะสมรู้ร่วมคิดในการรุกรานชาวสก๊อต ซึ่งลอร์ดคิมบอลตัน พันธมิตรของสำคัญของจอห์น พิมในสภาขุนนางก็โดนถอดถอนและตั้งข้อหาเดียวกันนี้ด้วย)

ข้อเรียกร้องสิบเก้าประการต่อพระมหากษัตริย์ (อังกฤษ)

                หนังสือข้อเรียกร้องสิบเก้าประการ                                      เซอร์อาร์เธอร์ ฮาเซลริก

และข้อสิบเก้า การแต่งตั้งสมาชิกใหม่ในสภาขุนนางจะต้องได้รับการลงคะแนนเสียงเห็นชอบจากทั้งสองสภาเสียก่อน

เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาข้อเรียกร้องทั้งสิบเก้าข้อนี้ภายใต้บริบทการปกครองในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของอังกฤษในศตวรรษที่สิบเจ็ด ก็ถือว่าเป็นข้อเรียกร้องที่กล่าวได้ว่ารุนแรงไม่ประนีประนอมและท้าทายการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายกษัตริย์กับฝ่ายรัฐสภา เราจะเห็นประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็น เช่น ข้อเรียกร้องตั้งแต่ข้อที่หนึ่งถึงข้อที่ห้า ถือเป็นการจำกัดพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์โดยตรงและรุนแรง

ส่วนข้อที่สองของฝ่ายรัฐสภาของอังกฤษในปี ค.ศ. 1642ที่ว่า เรื่องราวต่างๆที่เป็นเรื่องสาธารณะจะต้องผ่านการอภิปรายในรัฐสภาก่อน ไม่สามารถตัดสินโดยลำพังคำแนะนำของที่ปรึกษาส่วนพระองค์นั้น หาพิจารณาในบริบทแห่งวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน อาจหมายถึง การกล่าวอ้างถึง “มือที่มองไม่เห็น” ที่แทรกแซงการเมืองโดยผ่านองคมนตรีท่านใดท่านหนึ่ง ซึ่งหากการเรียกร้องในการควบคุมการแต่งตั้งหรือยกเลิกคณะองคมนตรีเกิดขึ้นและสำเร็จ ข้อเรียกร้องข้อที่สองนี้ก็คงจะไม่เป็นปัญหาอะไรต่อไปสำหรับผู้ที่ต้องการจำกัดพระราชอำนาจโดยมีความเชื่อว่ามีการแทรกแซงการเมืองจาก “มือที่มองไม่เห็น” และรวมถึงการขับเคลื่อนโครงการในพระราชดำริต่างๆด้วย

ส่วนข้อที่สาม เรื่องการแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งบางตำแหน่งที่เป็นตำแหน่งสำคัญ เช่น ผู้ดูแลทรัพย์สินองค์พระมหากษัตริย์ และผู้ดูแลงบประมาณและการคลังของแผ่นดินนั้น ถ้าคิดตามฐานคิดของฝ่ายนิยมอำนาจรัฐสภาอังกฤษในปี ค.ศ. 1642 ก็อาจหมายถึงการต้องให้รัฐสภาเห็นชอบต่อการแต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินฯและคณะกรรมการด้วยก็เป็นได้ และรวมทั้งการพิจารณาการยกเว้นหรือการเก็บภาษีอากรทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ด้วย

ส่วนข้อเรียกร้องข้อสี่และข้อห้าที่ว่า รัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมารับผิดชอบการศึกษาของพระราชโอรสและพระราชธิดาขององค์พระมหากษัตริย์ ตลอดจนเป็นผู้ให้ความเห็นชอบการอภิเษกสมรสของพระราชโอรสและพระราชธิดานั้นดูจะเป็นการก้าวล่วงในกิจการส่วนพระองค์ขององค์พระมหากษัตริย์อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในบริบทอังกฤษศตวรรษที่สิบเจ็ดหรือในยุคสมัยใหม่ปัจจุบันก็ตาม

แต่กระนั้น ข้อเรียกร้องทั้งสองข้อนี้ก็ชวนให้น่าตั้งข้อสังเกตไม่น้อยและพึงพิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นของฝ่ายรัฐสภาอังกฤษในสมัยนั้นต่อความเหมาะสมและความเข้มแข็งและความยั่งยืนของสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขและศูนย์รวมใจของแผ่นดินโดยเฉพาะในประเด็นทางศาสนา ที่เป็นปัญหาสำคัญในยุโรปขณะนั้น เพราะรัฐสภาอังกฤษต้องการให้แน่ใจว่า ผู้สืบราชสันตติวงศ์จะต้องไม่ไปฝักใฝ่ศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิก และต้องได้รับการศึกษาไปในทางนิกายของอังกฤษเอง (Anglican Church)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้อเรียกร้องในการจำกัดพระราชอำนาจนและเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายรัฐสภาดังกล่าวนี้ดูจะรุนแรงและท้าทาย แต่สมาชิกรัฐสภาอังกฤษในสายประนีประนอมมองว่า ข้อเรียกร้องทั้งหมดนี้เปรียบเสมือน “road map” หรือเป็นข้อเสนอกำหนดทิศทางอย่างกว้างๆเพื่อเป็นฐานในการปรึกษาหารือร่วมกันกับองค์พระมหากษัตริย์ต่อไป มากกว่าที่จะเป็นการยื่นคำขาดอย่างที่ฝ่ายหัวรุนแรงในรัฐสภาเข้าใจ

น่าสนใจติดตามอย่างยิ่งว่า หลังจากที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่งทรงได้รับข้อเรียกร้องที่ฝ่ายรัฐสภาทูลเกล้าถวายดังกล่าวแล้ว พระองค์ทรงมีกระแสพระราชดำรัสตอบอย่างไร ?

ข้อเรียกร้องสิบเก้าประการต่อพระมหากษัตริย์ (อังกฤษ)

                  ใบประกาศจอห์น พิมในฐานะกบฏ                                          จอห์น พิม สมาชิกสภาสามัญ

ข่าวล่าสุด

เลือกตั้ง69: จุลพันธ์ชี้พิรุธเร่งรัดคดีผู้สมัครสส.โยงพนันออนไลน์