สวรส.เผยคนไทยวิกฤตบริโภคโซเดียมเกิน 2 เท่า ชูภาษีความเค็ม!
สวรส.เผยวิกฤตคนไทยบริโภคโซเดียมเกินเกณฑ์เกือบ 2 เท่า ชงข้อเสนอนโยบายคุมเข้มระดับชาติ กำหนดเกณฑ์ปริมาณโซเดียม-ภาษีความเค็ม!
KEY
POINTS
- สวรส. เปิดเผยข้อมูลว่าคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำเกือบ 2 เท่า
- การบริโภคโซเดียมเกินขนาดส่งผลให้มีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เกี่ยวข้องกว่า 22 ล้านคน เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไต
- มีการใช้ข้อมูลวิจัยสนับสนุนมาตรการเชิงนโยบายเพื่อลดการบริโภคโซเดียมลง 30% รวมถึงการผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีความเค็ม
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การบริโภคโซเดียมในประเทศไทย พบมีการบริโภคเกลือและโซเดียมสูงเกือบ 2 เท่า ของปริมาณที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ อีกทั้งมีมากกว่า 22 ล้านคนที่ป่วยด้วยโรคที่สัมพันธ์กับการบริโภคโซเดียม เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตวายเรื้อรัง ฯลฯ
นอกจากนี้ หากไม่จัดการจะกลายเป็นภาระงบประมาณ ยกตัวอย่างเช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยคาดการณ์ว่าถ้าหากประเทศไทยยังแก้ไขเรื่องนี้ได้ไม่ดี จะส่งผลให้มีผู้ป่วยที่รับฟอกไตเพิ่มขึ้นอีก 4-5 เท่าในเวลา 10 ปี จากในปี 2568 ที่มีการใช้งบประมาณกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท!
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มีการสนับสนุนทุนวิจัยใน 3 เรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัญหาด้านการบริโภคโซเดียมของไทย ได้แก่
- การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ประเด็นการเก็บโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชม.
- การสังเคราะห์นโยบายเรื่องการบริโภคอาหารที่เน้นจำพวกพืชและโซเดียมต่ำในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต
- การจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสำหรับอาหารประเภทต่างๆ ของประเทศไทย ภายใต้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนางานวิจัยและองค์ความรู้ และการนำสู่ปฏิบัติ ตามแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนเชิงนโยบายลดการบริโภคเกลือและโซเดียม เพื่อลดโรคไม่ติดต่อระดับชาติ ปีงบประมาณ 2569 ที่มีเป้าหมายเพื่อลดการบริโภคโซเดียมในคนไทยลดลง 30% หรือไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน (เกลือ 1 ช้อนชา)
ผลการวิจัยซึ่งได้มีการรายงานต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อระดับชาติ ครั้งที่ 1/2569 ด้วย โดยมี ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. เป็นผู้นำเสนอ พบรายละเอียดที่สำคัญ ได้แก่
โครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (2567-2568) ประเด็นการเก็บโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชม. ฉายภาพให้เห็นสถานการณ์การบริโภคโซเดียมของคนไทยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการออกแบบนโยบายการแก้ไขปัญหาโรค NCDs ที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐาน
ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวว่า จากผลการศึกษาพบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีการบริโภคโซเดียมอยู่ที่ 3,650 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งยังคงสูงกว่าที่ WHO แนะนำค่อนข้างมาก (2,000 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน) แต่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยขององค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO SEARO) ที่อยู่ที่ 3,907 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน
ขณะเดียวกัน แนวโน้มความชุกของโรค NCDs ที่เป็นปัญหาสำคัญในคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มสูง อาทิ
| โรค | ปี 2547 | ปี 2568 | แนวโน้ม |
|---|---|---|---|
| โรคเบาหวาน | 6.6% | 10.6% | เพิ่มขึ้น |
| ภาวะคอเลสเตอรอลสูง | 15.5% | 19.8% | เพิ่มขึ้น |
| โรคอ้วน | 28.6% | 45% | เพิ่มขึ้น |
| โรคความดันโลหิตสูง | 22% | 29.5% | เพิ่มขึ้น |
ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงหากเทียบกับผลสำรวจเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
ยังพบว่าคนไทยเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านคน
“ข้อมูล 2 ส่วนสัมพันธ์กันคือ คนไทยมีการบริโภคเกลือเยอะขึ้น และแนวโน้มความชุกของผู้ป่วยโรค NCDs โดยเฉพาะความดันโลหิตสูงก็เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะสนับสนุนให้เกิดการกำหนดนโยบายที่ส่งผลให้มีการบริโภคเกลือลดลง เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยให้น้อยลง” ผศ.ดร.จรวยพร ระบุ
ชูทำ Sodium Benchmark ลดโซเดียมในอาหารบางประเภทที่มีปริมาณสูง
เมื่อมีข้อมูลด้านสถานการณ์แล้ว ต่อมาต้องผลักดันไปสู่การทำให้เกิดเกณฑ์มาตรฐานของการบริโภคโซเดียม (sodium benchmark) จึงนำมาสู่โครงการที่ 2 โครงการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสำหรับอาหารประเภทต่างๆ ของประเทศไทย
ผศ.ดร.จรวยพร อธิบายต่อว่า จากผลการศึกษาพบว่า ประเภทอาหารที่คนไทยได้รับโซเดียมสะสมต่อวันมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่
| อันดับ | ประเภทอาหาร | ปริมาณโซเดียม (มก./คน/วัน) |
|---|---|---|
| 1 | อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก | 971 |
| 2 | อาหารพร้อมทาน เช่น อาหารกระป๋อง | 506 |
| 3 | เครื่องปรุงรส | 215 |
อย่างไรก็ตาม ในส่วนแนวทางการกำหนด sodium benchmark รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายกำลังอยู่ในระหว่างการรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
“WHO SEARO มีการทำ sodium benchmark หรือการจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มอาหารที่ควรปรับลดปริมาณโซเดียม เช่น เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากปลา ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปัง ฯลฯ ซึ่งมีหลายประเทศใช้แนวทางนี้เช่นกัน เช่น อาร์เจนตินา โคลัมเบีย แต่ปัญหาคือ ประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์ sodium benchmark สวรส. จึงได้ศึกษาวิจัยเพื่อหาเกณฑ์การบริโภคโซเดียมที่เหมาะสมในอาหารแต่ละกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ คือการทำให้คนไทยลดการบริโภคโซเดียมได้ในอนาคต” รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวเสริม
ผู้ป่วยไตควรรับประมาณอาหารเน้นพืชและโซเดียมต่ำ
สุดท้าย โครงการสังเคราะห์นโยบายเรื่องการบริโภคอาหารที่เน้นจำพวกพืชและโซเดียมต่ำในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต ผศ.ดร.จรวยพร บอกว่า การศึกษานี้พบว่าการบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมต่ำในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต มีความปลอดภัย และมีแนวโน้มในการช่วยควบคุมความดัน ซึ่งนำไปสู่การลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว
นอกจากนี้ยังช่วยลดไขมันในเลือดและมวลไขมัน โดยไม่กระทบมวลกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยลดน้ำหนัก อีกทั้งยังส่งเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้ที่หลากหลายมากขึ้น ตลอดจนไม่พบผลเสียต่อการทำงานของไตหรือคุณภาพชีวิต
ดังนั้นงานวิจัยจึงมีข้อเสนอทั้งในระดับพื้นที่และเชิงนโยบาย โดยในระดับพื้นที่ ควรมีการบูรณาการคำแนะนำอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมต่ำในคลินิกปลูกถ่ายไต/ผู้ป่วยไตเรื้อรัง/ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ส่งเสริมให้มีการดูแลแบบสหวิชาชีพ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการดูแลอาหารของผู้ป่วย ด้านข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่
- บรรจุอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมต่ำให้เป็นอาหารทางเลือกในเวชปฏิบัติของการดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยไตเรื้อรัง ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
- ใช้เป็นมาตรการลดความเสี่ยงของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
- พัฒนาแนวทางโภชนาการสำหรับผู้ป่วยปลูกถ่ายไต
ดันจัดเก็บภาษีความเค็ม ดันให้ประชาชนรับประทานอาหารโซเดียมต่ำ
ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวต่อว่า โครงการวิจัยทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ทางวิชาการที่สำคัญในการสนับสนุนให้คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์บริโภคเกลือและโซเดียมฯ ดำเนินการต่อตามบทบาทของยุทธศาสตร์ เช่น ออกระเบียบเพื่อผลักดันการใช้ sodium benchmark การผลักดันให้เกิดสูตรอาหารที่ใช้โซเดียมตามมาตรฐานโดยที่รสชาติของอาหารยังมีความถูกปากผู้บริโภค และเหมาะกับผู้บริโภคทุกกลุ่ม หรือการจัดเก็บภาษีความเค็ม การทำแนวทางเวชปฏิบัติโดยบรรจุอาหารที่เน้นจำพวกพืชและโซเดียมต่ำให้เป็นอาหารทางเลือก เพื่อใช้เป็นมาตรการในการลดการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และควบคู่กับการพัฒนาต่อเป็นการวางแผนโภชนาการในกลุ่มผู้ป่วยปลูกถ่ายไต


