posttoday
ผ่ายุทธศาสตร์ TFM เส้นทางสู่เป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 73

ผ่ายุทธศาสตร์ TFM เส้นทางสู่เป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 73

15 พฤษภาคม 2569

TFM เปิดกลยุทธ์ “Win in Thailand – Expand in Indonesia – Next Wave of Growth” มุ่งเป้า 1 หมื่นล้านบาท ปี 2573 ชูไทยฐานผลิตกุ้งคาร์บอนต่ำ ขยายฐานสู่เอกวาดอร์ พร้อมยกระดับความยั่งยืน ชิงเค้กตลาดพรีเมียมโลก

KEY

POINTS

  • TFM ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573 ผ่านกลยุทธ์ 3 เสาหลัก คือ การรักษาความเป็นผู้นำในไทย (Win in Thailand), การขยายตลาดในอินโดนีเซีย (Expand in Indonesia) และต่อยอดการเติบโตสู่ตลาดใหม่ระดับโลก (Next Wave of Growth)
  • ทุ่มงบลงทุนไม่เกิน 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างโรงงานอาหารสัตว์น้ำแห่งใหม่ในเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนรายได้สู่เป้าหมาย และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 50%
  • เสริมความแข็งแกร่งในประเทศ โดยมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทยสู่ตลาดพรีเมียม พร้อมขยายส่วนแบ่งในตลาดอาหารปลาน้ำจืดเพื่อสร้างการเติบโต

ในยุคที่อุตสาหกรรมสัตว์น้ำโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูง และกระแสการรักษาสิ่งแวดล้อม บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM บริษัทลูกในกลุ่มบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ได้ประกาศวิสัยทัศน์ปี 2569 “TFM Accelerates Growth: From Market Recovery to Global Expansion” เพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายรายได้ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 

3 เสาหลักสู่เป้ารายได้หมื่นล้านบาท

“พีระศักดิ์ บุญมีโชติ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ระบุว่า TFM วางโครงสร้างการเติบโตผ่านกลยุทธ์ “Win in Thailand – Expand in Indonesia – Next Wave of Growth” เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่ในตลาดโลก

Win in Thailand: แม้ปริมาณผลผลิตกุ้งไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะลดลงจากกว่า 2 แสนตัน เหลือประมาณ 1.3 แสนตัน แต่ TFM ยังคงรักษาความแข็งแกร่งด้วยส่วนแบ่งตลาดอาหารกุ้งที่ 25% โดยมุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทยจากตลาด Commodity ไปสู่ Premium Market ที่เน้นคุณภาพและประสิทธิภาพการเลี้ยง 

ขณะที่ธุรกิจอาหารปลา ซึ่งรวมถึงอาหารปลากะพง อาหารปลานิล และอาหารกบ ยังคงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของรายได้รวม โดยบริษัทยังคงเป็นผู้นำตลาดอาหารปลากะพงและอาหารกบของประเทศไทย มีแผนขยายตลาดไปยังกลุ่มปลาน้ำจืด ทั้งในกลุ่มปลานิลกับทับทิม ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 5 พันล้านบาท ในส่วนนี้ TFM มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพียง 8-10%

Expand in Indonesia: อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีผลผลิตสัตว์น้ำสูงกว่าไทยและมีโอกาสเติบโตมาก โดย TFM ตั้งเป้าก้าวขึ้นสู่ผู้เล่น 3 อันดับแรก (Top 3) ของตลาดอาหารสัตว์น้ำในอินโดนีเซีย ภายในปี 2573 จากปัจจุบันอยู่อันดับ 6

Next Wave of Growth: เอกวาดอร์คือหัวใจสำคัญของการขยายฐานสู่ระดับโลก TFM วางงบลงทุนไม่เกิน 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำแห่งใหม่ จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตรวมของบริษัทได้ถึง 80% จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิรวมประมาณ 2.53 แสนตันต่อปี การลงทุนนี้จะทำให้ TFM เข้าไปอยู่ในศูนย์กลางของหนึ่งในแหล่งผลิตกุ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ความคืบหน้าการลงทุนในเอกวาดอร์ ปัจจุบันอยู่ในเฟสของการเซ็นสัญญา ซึ่งใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ การจัดตั้งบริษัทร่วมกับพันธมิตรในเอกวาดอร์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 เดือน

TFM มีการร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ โดยหนึ่งในนั้นคือ Avanti (ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ร่วมทุนกับกลุ่มไทยยูเนี่ยนในอินเดียอยู่แล้ว) โดย Avanti จะถือหุ้นประมาณ 10% และ TFM จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นนี้

สำหรับปี 2569 ได้จัดสรรงบลงทุนไว้ประมาณ 400-500 ล้านบาท เพื่อใช้ในการซื้อที่ดิน การออกแบบ การจ้างที่ปรึกษา และการเริ่มสั่งซื้อเครื่องจักร คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปีครึ่ง และโรงงานจะแล้วเสร็จภายในปี 2571

TFM มองว่าเอกวาดอร์เป็นตลาดที่มีปริมาณสูงและมีต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ การเข้าไปลงทุนจะทำให้บริษัทได้เรียนรู้เทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งที่ใช้คนน้อยแต่ใช้ระบบเซ็นเซอร์และ AI เข้ามาช่วย ซึ่งสามารถนำกลับมาพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งในประเทศไทยได้ ขณะเดียวกัน TFM จะนำความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคการผลิตอาหารและการดูแลเกษตรกร (Technical Support) ไปขยายฐานลูกค้าในเอกวาดอร์

การลงทุนในเอกวาดอร์จึงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนรายได้ของ TFM ให้ไปถึงเป้าหมาย 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 50% และในประเทศ 50% จากปัจจุบันทำธุรกิจอยู่ใน 3 ประเทศหลัก คือ ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ 10% และในประเทศ 90% 

พีระศักดิ์ บุญมีโชติ

การบริหารจัดการต้นทุนและพันธมิตรเกษตรกร

ท่ามกลางวิกฤตราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะราคาปลาป่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 30-40% TFM เลือกใช้กลยุทธ์ที่เน้นความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน แทนการผลักภาระให้เกษตรกร

นโยบายไม่ปรับราคาอาหารสัตว์: เพื่อช่วยให้เกษตรกรอยู่รอดได้ในช่วงที่ราคากุ้งผันผวน TFM ยืนยันที่จะไม่ปรับราคาอาหารกุ้งและไม่ลดคุณภาพหรือไม่ปรับสูตรอาหาร เพราะเชื่อว่าหากเกษตรกรอยู่ไม่ได้ TFM ก็อยู่ไม่ได้

“การไม่ขึ้นราคาในช่วงวิกฤตถือเป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นและการรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว ซึ่งจะช่วยให้บริษัทมีความแข็งแกร่งเมื่อตลาดกลับมาฟื้นตัว”

การบริหารความเสี่ยงวัตถุดิบ: TFM ใช้วิธีการล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้า 3-6 เดือน สำหรับถั่วเหลืองและแป้งสาลี เพื่อควบคุมต้นทุนให้คงที่ มาช่วยหักล้างกับราคาปลาป่นที่สูงขึ้น 

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: เน้นการบริหารจัดการภายในโรงงาน ลดค่าใช้จ่ายส่วนเกิน (Overhead) และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้กำลังการผลิตเพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง

การใช้เทคโนโลยีและ AI: ลงทุนในเครื่องจักรที่ทันสมัยและการทำงานแบบอัตโนมัติเพื่อลดการใช้แรงงานคนและควบคุมคุณภาพให้แม่นยำ

Farm Engagement: TFM ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่พบเกษตรกรเพื่อรับฟังปัญหาและให้ข้อมูลการตลาด เพื่อช่วยให้เกษตรกรผลิตกุ้งให้ “ถูกไซส์” ตามความต้องการของตลาดโลก ลดความผิดพลาดในการเลี้ยง

เจาะตลาดตะวันออกกลางหลังสงครามสงบ

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อ TFM ทางอ้อมมากกว่าทางตรง 

ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง: สงครามส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงส่งผลต่อค่าระวางเรือ (Freight) ที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการยึดเรือในเส้นทางขนส่ง ทำให้การส่งสินค้าเกิดการล่าช้าหรือไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ 

ข้อจำกัดในการขยายตลาด: สถานการณ์ความไม่สงบกลายเป็นอุปสรรคต่อแผนการขยายตลาดส่งออกในพื้นที่ตะวันออกกลาง ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์โดยหันมาเน้นตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แทนในช่วงนี้ แต่หลังจากสงครามคลี่คลายจะกลับไปสู่แผนที่วางไว้เดิม คาดว่าจะดำเนินการได้ในปี 2570

ความต้องการในตลาดโลก: ภาวะสงครามรวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกและค่าเงินได้ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในตลาดใหญ่ ๆ เช่น อเมริกาและจีน ทำให้ความต้องการสินค้าสัตว์น้ำลดลง ในขณะที่ปริมาณซัพพลายในโลกยังมีมาก

พีระศักดิ์ บุญมีโชติ

ปักธงรายได้ปี 69 เติบโต 8-10% จากปีก่อน 

เป้าหมายการเติบโตของ TFM ในปี 2569

รายได้จากการขาย: ตั้งเป้าเติบโต 8-1% จากปี 2568 ที่มีรายได้รวม 6,035 ล้านบาท ล่าสุดในปไตรมาส 1/2569 มีรายได้จากการขาย 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9%

อัตรากำไรขั้นต้น (GP): รักษาระดับให้อยู่ที่ 18-20% แม้จะมีความท้าทายเรื่องต้นทุนวัตถุดิบ

งบลงทุน (CAPEX): วางงบลงทุนไว้ที่ 680 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนในโรงงานแห่งใหม่ที่ประเทศเอกวาดอร์ และการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรในธุรกิจหลักให้ทันสมัย

นวัตกรรมความยั่งยืน SeaChange® 2030 และ Low Carbon

ในโลกการค้ายุคใหม่ “ประสิทธิภาพ-คาร์บอนต่ำ-ตลาดพรีเมียม” คือกุญแจสำคัญ TFM จึงผนวกกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ธุรกิจ

Low Carbon Aquaculture: TFM เป็นรายแรก ๆ ที่ผลักดันการเลี้ยงกุ้งแบบคาร์บอนต่ำ (Lower Carbon Aquaculture) เพื่อสร้างเป็นจุดขาย (Selling Point) ให้กับกุ้งไทยในตลาดพรีเมียมอย่างสหรัฐฯ และยุโรป

มาตรฐานสากล: TFM เป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำแห่งแรกในเอเชียที่ได้รับ ASC Feed Certification ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเข้าสู่ตลาดระดับบน

เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI: มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เซนเซอร์ และ AI มาใช้ในการบริหารจัดการฟาร์ม เพื่อปรับปรุงค่า FCR (Feed Conversion Ratio) และลดการใช้แรงงาน รวมถึงตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593

ข่าวล่าสุด

ผ่ายุทธศาสตร์ TFM เส้นทางสู่เป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 73

ผ่ายุทธศาสตร์ TFM เส้นทางสู่เป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 73