ทวีศิลป์ฟีเวอร์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
****************************
ในช่วงเวลานี้ คงไม่มีใครดังเท่ากับแพทย์และพยาบาลทั่วประเทศซึ่งเป็น “ทัพหน้า” ที่ใช้เข็มฉีดยาเป็นอาวุธในการเข้าโรมรันพันตูกับการแพร่ระบาดไข้หวัดร้ายแรงโควิด 19 ท่านเหล่านี้เป็นฮีโร่ตัวจริงที่คนไทยฝากความหวังไว้ ส่วนนักการเมืองนั้นทำหน้าที่เป็น “ทัพหลัง” ที่เวลานี้ต้องเก็บเนื้อเก็บตัว ซ้ำยังหวาดระแวงว่าอาจถูกหักเงินเดือนไปช่วยต่อสู้กับโควิด 19
แม้แต่นายกรัฐมนตรีซึ่งถือว่าเป็น “แม่ทัพ” ยังต้องฟังอาจารย์หมอทั้งหลายซึ่งเป็นผู้กำหนดและเสนอยุทธศาสตร์ยุทธวิธีในการต่อสู้กับข้าศึกตัวนี้ แม่ทัพมีหน้าที่ตัดสินใจตามที่อาจารย์หมอเสนอแนะ ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ผลงานเป็นไปตามที่บรรดาเกจิอาจารย์หมอทั้งหลายวางแผน จนสามารถระงับยับยั้งการรุกของข้าศึกในระดับอันเป็นที่น่าพอใจ ทำให้นายกรัฐมนตรีที่หน้าตาซูบซีดตอนแรกยิ้มออกมาได้
ในการประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสามารถคุยบอกเล่าผลงานเด่นของไทยในการระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคร้ายได้สำเร็จ ซ้ำยังมีข้อเสนอแนะอีกหลายมาตรการให้อาเซียนผนึกกำลังสู้กับโรคร้ายดังกล่าว ผู้นำอาเซียนรับไว้พิจารณาเพราะเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ไทยประสบความสำเร็จดีกว่าเพื่อนอาเซียนด้วยกันในการต่อสู้กับไวรัสร้ายตัวนี้
ทำเอาคนไทยหน้าบานไปตามๆ กัน แต่สื่อไทยไม่ค่อยรายงานของดีๆ แบบนี้ให้คนไทยทราบนัก
หลายคนชมว่า ท่านนายกพูดได้ดี สรุปได้กระชับ ตรงประเด็น เข้าใจง่าย แต่มีบางคนแซวว่า นายกรัฐมนตรีพูดกับคนข้างนอกดีกว่าพูดกับคนไทยเสียอกี หากพูดกับคนไทยให้เข้าใจง่าย ตรงประเด็นแบบนี้ คงไม่มีใครตามตอแยถามท่านนายกรัฐมนตรีให้เสียอารมณ์
คนที่ดังที่สุดในเวลานี้ซึ่งเป็น “ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์” (ยกเว้นอาจารย์หมอ แพทย์และพยาบาล) คงไม่มีใครเกิน นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกของ “ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19)” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.)” ซึ่งทำหน้าที่แถลงความคืบหน้าในการสู้กับไวรัสร้ายตัวนี้ให้คนไทยทั่วประเทศได้ทราบด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ชัดเจน ไม่ยืดยาว ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม อารมณ์เย็น
แต่ละวัน ใครๆ ก็เฝ้ารอฟัง นพ.ทวีศิลป์ แถลงความคืบหน้าของสถานการณ์ ไม่เพียงแต่คนที่ชื่นชอบ นพ.ทวีศิลป์ เท่านั้น แม้แต่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับรัฐบาล ก็ดูและฟังเพื่อหาทางจับผิด
พวก “โรคอิจฉาลงตับ” ตามที่คอลัมนิสต์ชื่อดัง “เปลว สีเงิน” ให้ฉายา ที่แสดงตัวตนออกมาชัดเจนเวลานี้มีประมาณ 5-6 คน ทั้งชายและหญิง อาชีพต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นพวกชังชาติ ชังเจ้า เกลียดประยุทธ์ รักทักษิณ
กล่าวหาว่าคุณหมอมายุ่งกับการเมืองรับใช้รัฐบาล และเสนอให้คุณหมอแถลงเฉพาะเรื่องไข้หวัดโควิด 19 เท่านั้น อย่าพูดเรื่องอื่นเพราะจะกลายเป็นสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งคุณหมอซึ่งเป็น “จิตแพทย์” ได้ชี้แจงข้อข้องใจด้วยหน้าตายิ้มแย้ม เรียบง่าย สั้นๆ ชัดเจนว่า ไม่มีเจตนาที่เล่นการเมืองตามข้อกล่าวหาแต่อย่างใด
แต่เป็นข้อความที่เกี่ยวเนื่องกันที่ทำให้ผู้ฟังเข้าในได้ง่ายขึ้น คนทั่วไปฟังแล้วไม่ติดใจอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
คนแบบคุณหมอทวีศิลป์ นั้นเป็นประหนึ่ง “กลองดี ยิ่งตียิ่งดัง”
“ทวีศิลป์ฟีเวอร์” หรือ “โฆษกฟีเวอร์” จึงเป็นปรากฎการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะทางสื่อโซเชียล ที่มีการเสนอทั้งข่าว รูปภาพ ภาพเขียน การ์ตูนไม่เว้นแต่ละวัน หากเป็นรายการเพลงฮิตก็ครองอันดับหนึ่งติดต่อกันหลายสัปดาห์มี “พ่อยก แม่ยก” ออกมาเชียร์กันตรึม หากเป็นดาราลิเกคงได้รับพวงมาลัยคล้องคอจนแทบไม่เห็นหน้า
นอกจากเป็นคนหนุ่ม หล่อ ที่สาวเห็นก็ร้องกริ๊ด ความรู้ดี ประวัติที่ต้องต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก เรียกคะแนนเห็นใจอย่างท่วมท้นแล้ว สำคัญกว่านั้นคือ การสื่อสารกับประชาชนได้อย่างสมบูรณ์ จริงจัง ไม่เสแสร้าง เก็บอารมณ์ได้ดีสมเป็นจิตแพทย์ สรุปและตอบคำถามได้ตรงประเด็นเพราะทำงานอย่างหนักตั้งแต่เช้าทุกวัน
รัฐบาลและคณะแพทย์เลือกใช้คนได้ “ถูกงาน ถูกเวลา ถูกสถานที่ ถูกกาลเทศะ” นอกจากได้งานแล้ว ทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
ในสื่อสังคมเริ่มพูดถึงคนหนุ่ม (และสาว) อย่างคุณหมอและพยาบาลที่ได้ฉายาว่า “นักรบชุดขาว” บ้าง “อัศวินเสื้อกาวน์” บ้าง เสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาชีวิตของคนอื่น ภายใต้การแนะนำของอาจารย์หมอชั้นผู้ใหญ่ ที่เป็นการทำงานกันอย่าลงตัวระหว่างหมอ พยาบาลหนุ่มสาวกับอาจารย์หมออาวุโส ที่ได้มีการส่งมอบภารกิจเพื่อชาติอย่างราบรื่นจากรุ่นสู่รุ่น คนหนุ่มสาวแบบนี้ต่างหากที่สังคมไทยต้องการให้มาช่วยบ้านเมือง นี่คือ “ฮีโร่” ตัวจริงที่ไม่ต้องตีปิ๊บ
ไม่ใช่แบบนักการเมืองหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งที่เที่ยวป่าวประกาศว่า ประเทศไทยเป็นของคนหนุ่มสาว “รุ่นใหม่” แบบพวกเขา ที่จะเข้ามารับผิดชอบอนาคตของชาติต่อไป โดยไม่มีความคิดความอ่านของตัวเอง นอกจากคอย “ลอก” ความคิดและวาทกรรมของฝรั่งและคนอื่นมาใช้โดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางสังคม ประวัติศาสตร์ของไทย ดูถูกเหยีดหยามคนรุ่นเก่าที่พวกเขาอ้างว่ากำลังจะตกขอบเวที สร้างบรรยากาศของการเผชิญหน้าระหว่าง “คนรุ่นใหม่” กับ “คนรุ่นเก่า” และไม่มีสืบสานอุดมการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ไม่รู้จักประวัติศาสตร์ของชาติตนเอง สร้างลัทธิชังชาติ ลัทธิชังเจ้า ดูถูกขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ปลุกระดมให้เกิดการเผชิญหน้าทางการเมือง บ่อนทำลายความสามัคคีของคนไทยชาติ
หวังจะเอา “แฟลชม็อบ” ออกมา แต่ก็ถูก “โควิด” ปราบเสียก่อน
จากที่พุ่งแรงแบบพลุ แต่ยังไม่ทันถึงสองปี ก็ตกวูบลงมาจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม พรรคถูกยุบ แกนนำพรรคถูกเว้นวรรคทางการเมือง และบางคนอาจถูกติดคุกด้วยซ้ำ จึงต้องออกมาตีปลาหน้าไซไว้ก่อนว่าตนเองไม่ได้ถือกฎหมาย หรือถูกผู้มีอำนาจกลั่นแกล้ง ซึ่งไม่มีคนเชื่ออีกแล้ว
คนรุ่นใหม่และนักการเมืองรุ่นใหม่ที่แท้จริงประชาชนอยากได้ คือ คนแบบหมอทวีศิลป์ ต่างหาก


