posttoday
สงครามการค้ากระทบอาเซียน

สงครามการค้ากระทบอาเซียน

21 ธันวาคม 2561

โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช  ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธ.ค. 2561 ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ได้ เผยแพร่ผลการวิเคราะห์เรื่อง "ประเมินสงครามการค้า : ผลกระทบต่อการส่งออกไทยปี 2562" ซึ่งมีการวิเคราะห์ผลกระทบต่ออาเซียนรวมอยู่ด้วย

ผมขอเริ่มต้นอย่างนี้ก่อนครับ สงครามการค้าเริ่มนับจากวันที่ 22 ม.ค. 2561 ที่สหรัฐ เก็บภาษีแผงโซลาร์เซลล์ และเครื่องซักผ้าของจีน แต่หากนับการจัดเก็บภาษีที่มีมูลค่าสูงและจำนวนรายการสินค้าเยอะนั้น จะนับตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. 2561 ที่สหรัฐกับจีนเก็บภาษีซึ่งกันและกันครั้งที่ 1 หรือเรียกว่า "List 1" เก็บภาษี 25% มูลค่า 34,000 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่ากัน ส่วน "List 2" เก็บเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2561 เก็บภาษี 25% มูลค่า 16,000 พันล้านดอลลาร์ เท่ากัน และ "List 3" เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2561 เก็บภาษี จีนอัตรา 10% ในปี 2561 (จะปรับเป็น 25% วันที่ 1 ม.ค. 2562) มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม กรณี List 3 นั้น สหรัฐกับจีนตกลงหยุดการขึ้นภาษีชั่วคราว 90 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.  2561 (กรณีที่สหรัฐจะเก็บภาษี 25% ในวันที่ 1 ม.ค. 2562)

เมื่อนับถึงวันนี้ สหรัฐเก็บภาษีจากจีนมูลค่ารวม 250 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่จีนเก็บภาษีสหรัฐรวม 110 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ทั้งสองประเทศทำ "สงครามการค้า" เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2561 นั้น สหรัฐยังคงขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 35,953 ล้านดอลลาร์ ในเดือน ม.ค. เป็น 43,102 ล้านดอลลาร์ ในเดือน ต.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้น 19.8% โดยเดือน ต.ค. 2561 สหรัฐขาดดุลการค้ามากที่สุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2551  ทั้งนี้เพราะสหรัฐส่งออกไปจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มีสหรัฐนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนการส่งออกไทยภายใต้สงครามการค้ายังคงขยายตัวตลอดปี 2561 ทั้งในตลาดจีนและสหรัฐ มีเพียงเดือน ก.ย.ที่มีอัตราการขยายตัวลดลง -4.5% สำหรับผลกระทบจากสงครามการค้าต่อจีนและสหรัฐ ในปี 2562 พบว่าการส่งออกของจีนคาดว่าจะลดลงอยู่ระหว่าง -0.8% ถึง -3.8% ในขณะที่การส่งออกของสหรัฐ คาดว่าจะลดลงระหว่าง -0.4% ถึง -1.2% และผลของสงครามการค้าคาดว่าจะส่งผลทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลดลงระหว่าง -0.1% ถึง -0.5% โดยจีน สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของอัตราการขยายตัว GDP มากสุดตามลำดับ

สำหรับกรอบการวิเคราะห์จากสงครามการค้าต่อประเทศไทยนั้นแบ่งออกเป็น 4 กรณี 1.จีนและสหรัฐ จะส่งสินค้ามาไทยมากขึ้น 2.ไทยจะส่งออกสินค้าไปตลาดจีนและสหรัฐมากขึ้น จากการที่จีนและสหรัฐค้าขายกันลดลง 3.ไทยส่งออกลดลงจากการเป็นห่วงโซ่อุปทานของจีนและสหรัฐ และ 4.ไทยส่งออกลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งผลทั้ง 4 กรณีคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยในปี 2562 ลดลงอยู่ระหว่าง -0.5 ถึง -1.9%

ขณะที่ผลกระทบต่ออาเซียนจากสงครามการค้ามี 3 มิติ คือ 1.สินค้าจีนเข้ามาขายในอาเซียนมากขึ้น 2.จีนจะขยายการลงทุนเข้ามาใน อาเซียน และ 3.การส่งออกของอาเซียนจะได้รับผลกระทบในทิศทาง เดียวกับประเทศไทย แต่ขนาดของผลกระทบจะแตกต่างกันออกไป ภายใต้ข้อมูลที่มีพบว่าระหว่างก่อนและหลังสงครามการค้า สินค้าจีนจะเข้ามา ขายในตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้นมากถึง 17% เพิ่มจาก 224 พันล้านดอลลาร์ เป็น 260 พันล้านดอลลาร์ โดยประเทศที่จะมีสินค้าจีนทะลักเข้ามาขาย มากสุดคาดว่าจะเป็นประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย ตามลำดับ ส่วน 3 ประเทศ CLM เรียงตาม เมียนมา กัมพูชา และลาว

แต่หากคิดจากอัตราการส่งออกสินค้าจีนเข้ามาในอาเซียนคาดว่าจะเป็นประเทศในกลุ่ม CLMV ที่มีสินค้าจากจีนเข้ามาด้วยอัตรา 20% ส่วนผลของสงครามการค้าต่อการลงทุนนั้นยังไม่สามารถจะวิเคราะห์ FDI ของจีนที่จะเข้ามาในช่วงปี 2561 เพราะยังไม่มีตัวเลข FDI อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ตามรายงานของ "Investment Report" ของ UNCTAD และ "The ASEAN Secretariat" ระหว่างปี 2558 ถึง 2560 (เป็น ข้อมูลการลงทุนที่มีเผยแพร่อย่างเป็นทางการ) พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ ผ่านมา FDI ของจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2558 ญี่ปุ่นคือนักลงทุนอันดับหนึ่งของอาเซียน ตามด้วยยุโรปและอาเซียน ส่วน FDI ของจีนอยู่อันดับที่ 5 ต่อมาในปี 2560 FDI ของจีนขึ้นเป็นอันดับที่สามรองจากอาเซียนและญี่ปุ่น หากรวม FDI ของจีนและฮ่องกง ทำให้จีนมี FDI เป็นอันดับสองทันที ซึ่งปัจจัยหลักๆ น่าจะมาจากยุทธศาสตร์ "Belt and Road Initiative : BRI"

สงครามการค้าจะยิ่งเป็นแรงส่งให้จีนย้ายฐานการผลิตใน CLMV มากขึ้น เช่น FDI จีนแซงหน้าอาเซียนขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในกัมพูชาด้วยการลงทุนทั้งอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและไม่ใช่อุตสาหกรรมเสื้อผ้า ประกันภัย และธนาคาร ในลาว FDI จีนอันดับหนึ่งตามด้วยอาเซียน จีนลงทุนพลังงานน้ำ (สปป.ลาว) รถไฟและค้าส่งในเมียนมา จีนไม่ใช่นักลงทุนอันดับหนึ่ง แต่ลงทุนเครื่องดื่ม เขตอุตสาหกรรม และเสื้อผ้า ส่วนเวียดนามจีนเป็นอันดับสี่รองจาก ญี่ปุ่น เกาหลี และอาเซียนที่ลงทุนแบตเตอรี่ ธนาคาร และไฟฟ้า เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย