posttoday
ใคร...คือผู้ชนะ ในตลาดหุ้น

ใคร...คือผู้ชนะ ในตลาดหุ้น

29 ตุลาคม 2561

อกสั่นขวัญแขวนบาดเจ็บกันระนาวกับการปรับฐานของตลาดหุ้นทั่วโลกรอบนี้

โดย...พูลศรี เจริญ 

อกสั่นขวัญแขวนบาดเจ็บกันระนาวกับการปรับฐานของตลาดหุ้นทั่วโลกรอบนี้ หุ้นไทยเองก็โดนหางเลขไปเต็มๆ เงินนอกไหลออกต่อเนื่องและไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะสะเด็ดน้ำเมื่อไร

ในสถานการณ์เช่นนี้ จะเห็นได้ว่าทั้งนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่างงัดสถิติในอดีตทั้งเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ผลตอบแทน พร้อมการหาโอกาสในวิกฤต ดังประโยคคลาสสิกที่ว่า “ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส” ในเส้นทางการลงทุนก็เช่นกัน

มีคำแนะนำดีๆ จาก พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง ผู้ผ่านเส้นทางการลงทุนมาทุกรูปแบบ ทั้งทางราบเรียบ ขรุขระ และโรยด้วยกลีบกุหลาบ

ซีอีโอและผู้จัดการกองทุนบัวหลวงมือเก๋ากล่าวได้อย่างน่าสนใจว่า เพราะการลงทุนเหมือนการวิ่งมาราธอน ต้องลงทุนระยะยาว แล้วเราจะได้รับผลตอบแทนแบบได้รับผลจาก Power of Compounding หรือก็คือ อิทธิพลของผลตอบแทนแบบทบต้น

พีรพงศ์ บอกว่า เราอาจจะไม่รู้ว่าจุดที่เราอยู่ ณ ปัจจุบันนั้นอยู่ตรงไหนของวงจรตลาด และในทุกวิกฤตก็คือโอกาส ดังนั้นการที่เรายังคงลงทุนต่อไปก็ย่อมจะดีกว่า

“คุณจะไม่รู้เลยว่าจุดไหน คือ จุดสูงที่สุด สำหรับการขายและจุดที่จะกลับเข้าไปลงทุนก็เป็นเรื่องยากที่จะหาจังหวะจุดต่ำสุดเช่นกัน”

อย่าเปลี่ยนม้ากลางศึก

นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะพลาดขายเมื่อลงมาแล้ว มักจะตัดสินใจผิดจังหวะ ในระยะสั้นอาจจะมีสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดบ้าง แต่เราก็ไม่ควรหวั่นไหว ในส่วนของกองทุนบัวหลวงมองว่าเราไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก เพราะจะทำให้แผนระยะยาวที่วางไว้ผิดเพี้ยนไปได้ ดังนั้นจึงต้องลงทุนต่อไป

ปัจจุบันมีการรับข้อมูลข่าวสารมามากมายหลายทาง อาจทำให้นักลงทุนไขว้เขวได้ ดังนั้นต้องฝึกจิตใจ

ในส่วนของการเลือกลงทุนนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการกองทุน ซึ่งมีทีมงานวิจัยค้นหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนในระยะ 3 ปี 5 ปี มองไปข้างหน้า มองไปไกล ส่วนระหว่างทางไม่ได้ไขว้เขว เพราะรู้ว่ามีการเติบโตที่รอคอยอยู่ ต้องให้เวลากับมัน เนื่องจากราคาที่แกว่งไปมานั้นไม่ได้กระทบกับธุรกิจที่เราลงทุนอยู่

กองทุนบัวหลวงมองว่าการบริโภคยังเติบโตไปได้ เป็นหน้าที่ของผู้จัดการกองทุนในการประเมินมูลค่าจากปัจจัยพื้นฐาน ถ้าแพงไปก็ขาย เห็นราคาถูกแล้วมองเห็นโอกาสขึ้นก็ซื้อ โดยไส้ในของกองทุนจะมีการปรับพอร์ตให้อยู่แล้ว

ตลาดหุ้นวงจรขาขึ้นยาวกว่าขาลง

ซีอีโอกองทุนบัวหลวง กล่าวว่า ตลาดส่วนใหญ่เป็นวงจรขาขึ้นมากกว่าขาลง ส่วนขาลงในหลายประเทศที่เป็นอยู่นั้น เชื่อว่าผู้จัดการกองทุนที่เป็นพันธมิตรคงประเมินแล้วว่ามูลค่าน่าสนใจหรือยัง และอย่าลืมว่าวงจรของตลาดก็มีการกลับลำได้ ดังนั้นการเป็น Active Investment หรือการลงทุนแบบเชิงรุกช่วยได้

“กองทุนมีความเป็นมืออาชีพ มี Stock Picking Skill ทุกคน แต่ทำอย่างไรให้มีสม่ำเสมอ มีถูกมากกว่าผิด เรายังเชื่อในวงสวิงของเราว่ายังใช้ได้อยู่กับทุกสถานการณ์หลายๆ สนาม พร้อมเป็นมิตรแท้ตลอดเส้นทางลงทุน”

อีกคำแนะนำที่น่าสนใจจาก พีร์ ยงวณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง ที่บอกว่าธรรมชาติของการลงทุนมีตัวแปรที่ทำให้ตลาดผันผวนได้ ซึ่งประเทศไทยก็ผ่านมาหลายเหตุการณ์ อาจมีธุรกิจที่ล้มถ้าไม่เตรียมตัวรับมือ แต่มีหลายธุรกิจที่อยู่ได้ดี ถ้ามองวิกฤตเป็นโอกาส ขณะที่นักลงทุนต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เวลาเกิดเหตุการณ์อาจตกใจ

ให้เงินทำงานต่อเนื่อง

มองย้อนกลับไปช่วงที่ผ่านมา High Risk ก็ High Return หรือความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็สูงตามไปด้วย แต่สิ่งที่พบคือช่วงที่ผ่านมานักลงทุนอาจจะได้ผลตอบแทนสูง แต่อาจยังไม่พบกับความเสี่ยงที่สูงสักเท่าไร จึงอยากให้มองเรื่องความผันผวนเป็นธรรมชาติ และประเด็นสำคัญ คือ ต้องลงทุนต่อเนื่องเพื่อให้เงินทำงาน

จากการศึกษาเรื่องการลงทุนต่อเนื่อง ด้วยหลักการต่างประเทศทำแบบจำลองขึ้นมา สรุปว่าการลงทุนอย่างต่อเนื่องดีกว่าการเข้าและออก แต่นักลงทุนบ้านเราอาจไม่เชื่อมั่นในตลาดบ้านเรานัก

“ถ้านักลงทุนถือเงินไว้เฉยๆ เจอเงินเฟ้อเข้าไปก็แพ้ นักลงทุนกังวลก็จริง แต่ถ้าดูอีกมุมว่าเก็บไว้เฉยๆ สู้กับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ ถ้าเงินนั้นให้ผลตอบแทนน้อย ดังนั้นนักลงทุนควรตระหนักเรื่องนี้มากกว่าการกลัวเงินต้นสูญ เพราะถ้าไม่ทำอะไรกับเงินมันก็ต้องสูญอยู่ดี”

พีร์ แนะนำว่า นักลงทุนต้องให้เงินทำงานเพื่อการลงทุน วางแผนให้เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อหาผลตอบแทนตามที่ต้องการ ในความเสี่ยงที่รับได้ โดยมีนักวางแผนมืออาชีพช่วยแนะนำการจัดพอร์ตที่เหมาะสม

ถ้าอายุ 20 กว่าปีรับความเสี่ยงได้มาก อาจลงทุนหุ้นมากได้ถึง 60% ตราสารหนี้ส่วนหนึ่ง นอกจากเรื่องจัดพอร์ตโดยดูอายุยังมีเรื่องอาชีพ ถ้าอาชีพเสี่ยง ลงทุนผลตอบแทนอาจเน้นปลอดภัยหน่อย ถ้าอาชีพไม่เสี่ยงเลย ก็อาจลงทุนเสี่ยงได้

“ระยะเวลาก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ ลงทุนเร็วเท่าไร และยิ่งลงทุนต่อเนื่องจะมีพลังของผลตอบแทนที่ทบต้นเป็นทวีคูณ เวลาลงทุนอย่าใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว ลงทุนต่างประเทศคือการไปหาโอกาสและกระจายความเสี่ยง

สิ่งที่กองทุนบัวหลวงได้ทดลองไว้ คือ คนที่ลงทุนช่วงปี 2541-2560 ต่อเนื่อง กับที่เข้าๆ ออกๆ ผลคือถ้าเข้าออกแล้วเลือกผิดวัน ผลตอบแทนอาจเหลือแค่ 1-2% ได้เลย แต่ถ้าลงทุนต่อเนื่องผลตอบแทนจะได้ 7-8%

“การหาจังหวะลงทุนในตลาดเป็นเรื่องยาก ดังนั้นการลงทุนต่อเนื่อง เดินตามแผน ทุกวิกฤตถือเป็นโอกาส”

พีร์ กล่าวว่า การลงทุนในตลาดอย่างต่อเนื่อง จะทำให้นักลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการเข้าไปจับจังหวะขายและหาโอกาสเข้าซื้อใหม่

แนะลงทุน 3-5 ปีขึ้นไป

ทั้งนี้ จากการศึกษาของบริษัทจัดการลงทุนต่างชาติ พบว่าหากลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2541- 30 ธ.ค. 2560 ด้วยวิธีจับจังหวะตลาดแล้วพลาด 60 วันที่ดีที่สุด ผลตอบแทนที่ได้ คือ ขาดทุน 6.07% ถ้าพลาด 30 วันที่ดีที่สุดจะขาดทุน 0.09% ถ้าพลาด 10 วันที่ดีที่สุด ผลตอบแทนจะเติบโตแค่ 3.51% แต่ถ้าเรายังลงทุนอยู่ ให้เงินทำงานตลอดเวลา ผลตอบแทนจะสูงถึง 7.14%

ขณะที่กองทุนบัวหลวงได้ให้ทีมงานศึกษาสถิติการลงทุนในตลาดหุ้นไทยโดยใช้ช่วงเวลาเดียวกันกับผลศึกษาต่างชาติ พบว่าถ้าพลาด 60 วันที่ดีที่สุด ผลตอบแทนที่ได้คือขาดทุน 9.42% แต่ถ้าถือตลอดระยะเวลาจะได้ผลตอบแทน 8.05% ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติตลาดทุนที่ผันผวนยากต่อการจับจังหวะ

นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2545-30 ก.ย. 2561 หรือในรอบเกือบ 16 ปี พบว่ากรณีลงทุนระยะสั้นและระยะยาว โดยใช้การหาผลตอบแทน Rolling Return 1 เดือน และใช้ระยะเวลาถือครอง 1, 3, 5, 7 และ 10 ปี ตามลำดับ จากผลการศึกษาสะท้อนว่าเมื่อตลาดทุนผันผวนโดยธรรมชาติ ก็ควรให้เวลาลงทุนยาว 3-5 ปีขึ้นไป เพราะเมื่อลงทุนยาวขึ้นโอกาสขาดทุนก็จะน้อยลง (ดูตารางประกอบ)

อย่างไรก็ตาม นอกจากลงทุนระยะยาวนักลงทุนควรจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับความต้องการและความเสี่ยงของตัวเอง เมื่อรู้ว่าเงินก้อนที่จะลงทุนนำไปใช้ลงทุนอย่างไรบ้าง ก็ควรเดินตามแผนอย่างต่อเนื่อง แม้เกิดความผันผวนก็ไม่ควรตื่นตระหนก

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ