
เหตุเกิดที่เกาะเต่า
เป็นเรื่องเป็นราวที่ฉาวโฉ่ไปทั่วโลก เพราะเกาะเต่า
โดย ดาบบุญ
เป็นเรื่องเป็นราวที่ฉาวโฉ่ไปทั่วโลก เพราะเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี กำลังถูกกล่าวถึงในแง่ที่ไม่สวยงามมากนัก จากเหตุการณ์นักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษวัย 19 ปี อ้างว่าเธอถูกมอมยาและข่มขืน หนำซ้ำข้อกล่าวอ้างของเธอยังเน้นย้ำให้สื่อท้องถิ่นของบ้านเกิดตัวเองได้เผยแพร่ต่อไป คือ การที่เธอไปแจ้งความกับตำรวจไทยแล้วกลับถูกปฏิเสธ
คราวนี้เป็นเรื่องขึ้นมาทันที เพราะถือว่าเสียหายอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของประเทศทั้งในแง่การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของสีกากีเมืองไทย
คนอย่าง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็ไม่รอช้า สั่งการไปยังพื้นที่เกาะเต่าให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่หน้างานรับผิดชอบ คือ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ก็ส่ง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เข้าตรวจสอบด้วยเช่นกัน
กระทั่งพยานหลักฐานของตำรวจทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า เหตุการณ์มอมยาและข่มขืนนักท่องเที่ยววัยรุ่นชาวอังกฤษ ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ลดละประสานให้ผู้เสียหายเข้ามาที่ประเทศไทยอีกครั้งเพื่อขอตรวจสอบและแจ้งความเพิ่ม พร้อมกับช่วยหาความกระจ่าง เพราะประเทศไทยเสียหายอย่างมากกับเรื่องนี้
ดาบบุญติดตามข่าวคราวนี้ที่เกิดขึ้น ด้วยความเป็นกลาง เพราะเชื่อมั่นว่าหากเกิดเหตุร้ายแรงถึงขนาดว่าผู้เสียหายระบุว่าถูกข่มขืนตำรวจจะไม่รับแจ้งความคงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเกาะเต่า ที่คนรู้จักกันแทบจะทั้งโลก เมื่อเกิดเหตุไม่ให้กระทบกับความเสียหายของการท่องเที่ยว ตำรวจจะเฉยคงไม่ได้ ไม่เช่นนั้น หากเกิดเหตุจริงแล้วไม่ดำเนินการ ยิ่งจะถูกผู้บังคับบัญชาลงโทษทันที
คำกล่าวอ้างที่ว่าทำให้ตำรวจไทยต้องออกแรงพิสูจน์ความจริงและยืนยันความชัดเจนในการทำงานของตัวเอง กระทั่ง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ได้ข้อสรุปและเข้าพบกับกงสุลใหญ่สถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ว่าเหตุการณ์ข่มขืนไม่ได้เกิดขึ้น
แต่ที่ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนเพิ่มเติม คือ ต้องสอบปากคำกับผู้เสียหายชาวอังกฤษรายนี้ให้ได้ จะได้กระจ่างสิ้นสงสัยว่าเกิดเหตุขึ้นจริงหรือไม่ หรือหากเป็นเรื่องกุปั้นกันขึ้นมา เจตนานั้นทำเพื่ออะไร
แว่วๆ ว่าตำรวจไทยไม่ยอมเช่นกันหากเป็นเรื่องที่ปั้นแต่งขึ้นมา เพราะเกาะเต่าถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ จุดดำน้ำสวยๆ พื้นที่ธรรมชาติที่สวยงาม ยังรอต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศอย่างเต็มกำลัง แต่มาเกิดเรื่องแบบนี้ก็ต้องกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้
อีกทั้งภาพลักษณ์ของตำรวจไทยก็เสียหาย ซึ่งมันจะเป็นลูกโซ่ที่เชื่อมกันกับผลกระทบของการท่องเที่ยวอีกด้วย เพราะพื้นที่ไม่ปลอดภัย ตำรวจไม่สามารถดูแลได้ ใครที่ไหนจะมาเที่ยว
แต่ผลสรุปยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะออกมาเป็นหัวหรือก้อย อย่างไรก็ตามดาบบุญยังเชื่อมั่นตำรวจไทยว่าเมื่อเกิดเหตุการนิ่งดูดายแล้วไม่ช่วยเหลือคนทุกข์ร้อน คงแทบจะไม่มีในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแน่นอน
หรือร้ายแรงที่สุดกับการที่ตำรวจไทยส่วนน้อยหรือบางคนเห็นความนิ่งเฉยของผู้เสียหายโดยไม่บรรเทาความทุกข์ หากเป็นจริงก็ยังเชื่อมั่นว่าคนอย่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร. คงไม่เอาลูกน้องที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ไว้ทำงานเป็นแน่แท้
ไม่เชื่อให้รอดู







