
ตีโจทย์ให้แตก
ปัญหาร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ที่ถูกจัดระเบียบโดยกรุงเทพมหานคร (กทม.)
โดย แสงตะเกียง
ปัญหาร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ที่ถูกจัดระเบียบโดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) อาจถูกขยายประเด็นให้กลายเป็นมุมมองของการจัดระเบียบบ้านเมืองแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่า หรือเข้าไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้ด้อยโอกาสหาเลี้ยงชีพ จนอาจกลายเป็นหนี้สินเพิ่มขึ้นนั้นดูจะมองโลกแคบไปสักนิด
เนื่องจากนโยบายจัดระเบียบร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่เกิดจากความเดือดร้อนที่คน กทม. หรือแม้แต่ประชากรจากทั่วทุกสารทิศเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ ร้องเรียนเข้ามาเฉลี่ยนับหมื่นเรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องความไม่สะอาด กีดขวางทางเท้า
ความเดือดร้อนของคน กทม. ที่ต้องเผชิญจากปัญหาหาบเร่ แผงลอย อาทิ ตั้งร้านกีดขวางทางเท้า เหลือพื้นที่ให้คนเดินฟุตปาทกว้างไม่ถึง 1 เมตร ผู้คนต้องยอมเสี่ยงชีวิตลงไปเดินบนถนน บางรายถูกรถยนต์เฉี่ยวชนใครจะรับผิดชอบ เรื่องแบบนี้ใครเคยเผชิญคงเข้าใจเป็นอย่างดี หรือแม้แต่ร้านค้าขายอาหารริมทางแม้จะสะดวกสบาย แต่ไม่ถูกสุขลักษณะความสะอาด ตั้งโต๊ะกีดขวางทิ้งเศษอาหารและน้ำไขมันลงในท่อระบายน้ำ นอกจากจะเป็นสาเหตุของปัญหาการจราจรติดขัด เพราะผู้ค้าจอดรถยนต์ส่วนตัวปิด 1 ช่องทางเพื่อนำสินค้าลงมาตั้งขาย ยังบานปลายไปถึงปัญหาท่อระบายน้ำอุดตัน เพราะไขมันสะสมกระทั่งน้ำท่วมขังบนถนน เพิ่มงานให้พนักงานขุดลอกท่อต้องเสียสละทำงานหนักมากขึ้น เพิ่มค่าใช้จ่ายงบประมาณประจำปีในการจ้างเอกชนเข้ามาทำงานอีกด้วย
บานปลายถึงขั้นกลายเป็นมาเฟียแผงลอยจ่ายส่วยค่าตั้งแผง ค่าหลอดไฟ หากหยิบยกทุกปัญหามากล่าวคงจะยาวเป็นหางว่าว แน่นอนว่าการจัดระเบียบหาบเร่ แผงลอย ที่มีการอ้างจำนวนผู้ค้าเรือนแสนต้องเดือดร้อน แต่มองกลับกันว่ามีประชาชนเรือนล้านเขาเดือดร้อนมากกว่า เมื่อลองพิจารณาดูแล้วได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน
ที่ผ่านมา กทม.พยายามอะลุ้มอล่วยจัดสรรพื้นที่ผ่อนผันมาแล้วในสมัย อภิรักษ์ โกษะโยธิน ครั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. กำหนดจุดผ่อนผันเพื่อให้ทำการค้าขายได้ตามสภาพเศรษฐกิจค่าแรงขั้นต่ำในขณะนั้นอย่างสมเหตุสมผล
กว่าสิบปีเป็นอย่างน้อย ถ้าจะบอกว่าไม่ให้โอกาสคนทำมาค้าขายคงไม่ถูกต้อง ผู้ค้าบางรายมีรายได้ต่อวันเฉลี่ย 2,000-3,000 ส่วนบางรายอาจขายไม่ได้ก็ต้องดูว่าเขาขายของดีหรือไม่ อร่อยหรือไม่ สะอาดหรือไม่ แพงหรือไม่คนถึงไม่ซื้อ ที่สำคัญการหักด้ามพร้าครั้งนี้หาใช่ตัดขาดชนิดไม่เหลือเยื่อใย เพราะ กทม. จัดสรรสถานที่จำหน่ายสินค้าให้ใหม่ บางแห่งช่วยถึงขั้นไม่ต้องเสียค่าเช่าแผง แต่ผู้ค้าบางรายยังไม่พอใจดื้อรั้นจะขายที่เดิมแบบผิดกฎหมาย
เป็นเพราะความอะลุ้มอล่วยนี้เองจึงส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อรัฐต้องการจัดระเบียบอย่างจริงจัง กลายเป็นว่าเกิดข้ออ้างค้าขายมานานแล้วไม่รู้จะย้ายไปขายที่ไหน บางรายเอาบุตรหลานเป็นตัวประกันต้องส่งเสียค่าเล่าเรียน รวมถึงข้ออ้างยากจนทั้งที่ในมือมีโทรศัพท์มือถือราคาแพง รู้หรือไม่ผู้ค้าเหล่านี้จับจองพื้นที่ขายของโดยไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว
สำหรับเสน่ห์ของเมืองไม่ได้วัดจากความตื่นตาตื่นใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มาพบหาบเร่ แผงลอยเรียงรายเต็มฟุตปาท นั่นเป็นเพราะบ้านเมืองต่างชาติเขาไม่ยินยอมให้ใครมาฝ่าฝืนกฎหมายกีดขวางทางเท้า ดังนั้นต้องตีโจทย์แก้ปัญหาให้แตกว่าเสน่ห์ของเมืองไม่ควรมีต้นตอจากการฝ่าฝืนกฎหมาย หากทำเช่นนี้ทุกเรื่องบ้านเมืองจะวุ่นวาย เพราะ “ทางเท้า” ไม่ใช่ “ทางขายของ” ชื่อนั้นบอกชัดเจนอยู่แล้ว







