
ต้นบัญญัติเงินดิจิทัล
การประกาศขายเงินดิจิทัลในเมืองไทย กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตาม
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
การประกาศขายเงินดิจิทัลในเมืองไทย กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตาม
จะออกมารูปแบบใด จะขายได้ ขายไม่ได้ และจะคุมกันอีท่าไหน
หลายบริษัทกำลังตั้งท่าจะขายเงินดิจิทัล เพราะแทบไม่ต้องลงทุนอะไร ไม่ต้องรับผิดชอบ เพียงแต่ให้คนซื้อมีความโลภ อยากรวยเร็ว แค่นั้นเป็นพอ
แต่สิ่งที่น่ากังวลก็คือ หากเปิดให้ซื้อ-ขายแบบเสรี มีหวังแมลงเม่าฝูงใหญ่เข้ากองไฟ ไม่เหลือแม้แต่ซาก
หลายหน่วยงานภาครัฐ ยังเหมือนงงๆ บางแห่งก็บอกมีอำนาจคุมเงินดิจิทัลได้ บางแห่งก็บอกคุมไม่ได้
แต่ที่ยืนยันว่า ต้องควบคุมคือกระทรวงการคลัง โดยระบุชัด การขายเงินดิจิทัลอาจจะเข้าข่ายความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวออกมาในช่วงปี 2527 ขณะนั้นเกิดธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ระดมเงินมหาศาลจากบรรดาแมลงเม่าทั้งหลายให้ไปเล่นแชร์ และสุดท้ายกลายเป็นว่า เมื่อแชร์ล้มชาวบ้านก็หมดตัวเป็นทิวแถว
ไม่น่าเชื่อว่าในเวลาถัดมาอีก 30 ปีเศษ พ.ร.ก.ฉบับนี้อาจถูกนำมาใช้อีกครั้งเพื่อควบคุมการขายเงินดิจิทัล ที่ราวกับเป็นแชร์ชม้อยยุคใหม่
เนื้อหาใจความของกฎหมายก็คือ ผู้ใดอยู่ในประเทศไทย โฆษณาหรือประกาศเชิญชวนให้ลงทุนใดๆ ที่มีพฤติกรรมจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูง โดยไม่มีกิจการใดที่ถูกต้องตามกฎหมายรองรับ อาจมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายนี้
การกู้ยืมเงิน ยังหมายถึงการรับเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ อื่นใด ไม่ว่าในลักษณะของการรับฝาก การกู้ การยืม การจำหน่ายบัตรหรือสิ่งอื่นใด การรับเข้าเป็นสมาชิก การรับเข้าร่วมลงทุน การรับเข้าร่วมกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือในลักษณะอื่นใด โดยมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน หรือตกลงว่าจะจ่ายก็ได้
เรียกว่าครอบจักรวาล อย่างกับรายการหม่อมถนัดศรีฯ
ความผิดตามกฎหมายนี้ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสน-1 ล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 1 หมื่นบาท ตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืน
นั่นเป็นภาพของเสือที่เขียนออกมาแล้ว แต่วัวจะกลัวหรือเปล่า
อย่างไรก็ตาม จะกลัวหรือไม่ก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ ถ้ามีการขายเงินดิจิทัลขึ้นมาจริงๆ และเมื่อมีการประกาศชัดเจนถึงกฎหมายที่อาจจะเอาผิดได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย จะนิ่งเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้
คดีขายข้าวจีทูจี กลายเป็นบรรทัดฐาน ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐรู้ว่ามีการ กระทำผิด แล้วเพิกเฉยจะมีความผิดทางอาญาสถานเดียว
หน่วยงานหลักที่รับภาระก็คือ กรมสืบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เนื่องจากความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นคดีพิเศษตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ
สรุปรวมความก็คือ กฎหมายก็มีแล้ว หน่วยงานที่จะดำเนินการก็มี พร้อมเกือบครบทุกองค์ประกอบ
เหลือแต่ใครจะกล้าหาญชาญชัย เสนอตัวเป็นต้นบัญญัติ
ตั้งตารอดู ใครหนอจะใจถึงบ้าง







