
ใครๆ ก็กลัวจีน
ยุคนี้ใครๆ ก็กลัวจีน แม้กระทั่งพญาอินทรี อย่างสหรัฐอเมริกา ก็ยังผวา งัดกระบวนท่าตีกันไม่ให้จีนขยับตัวได้มากนัก
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ยุคนี้ใครๆ ก็กลัวจีน แม้กระทั่งพญาอินทรี อย่างสหรัฐอเมริกา ก็ยังผวา งัดกระบวนท่าตีกันไม่ให้จีนขยับตัวได้มากนัก
อย่างล่าสุดมีข่าวทีมงานด้านความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเสนอให้เร่งพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง 5G ภายใต้เหตุสกัดกั้นการสอดแนมข้อมูลโทรศัพท์โดยจีน
จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ แต่ทว่าเมื่อเร็วๆ นี้บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ AT&T ถูกบีบให้เลิกจำหน่ายโทรศัพท์มือถือของหัวเหว่ย (Huawei) ในสหรัฐ หลังถูกสมาชิกสภาคองเกรสบางคนและผู้กำกับดูแลของรัฐบาลกลางใช้อิทธิพลล็อบบี้ เพื่อขัดขวางแผนการที่หัวเหว่ยจะเข้าสู่ตลาดอเมริกัน
หัวเหว่ยและ ZTE Corp เคยถูกทางการสหรัฐตรวจสอบเมื่อปี 2012 หลังมีข้อครหาว่าอุปกรณ์สื่อสารที่ผลิตโดยสองบริษัทนี้อาจกลายเป็นเครื่องมือสอดแนมของหน่วยข่าวกรองจีน และเป็นอันตรายต่อโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ
ตรวจสอบแล้วก็ยังไม่รู้อะไรเป็นอะไร แต่ก็ชวนสงสัยเหมือนกันว่าบรรดาอุปกรณ์มือถือสัญชาติอเมริกันเองมีอุปกรณ์สอดแนมอย่างที่ว่าคนอื่นหรือเปล่า
ไม่เพียงแต่อเมริกาเท่านั้นแม้แต่ยุโรปก็เอาด้วย
ตัวตั้งตัวตี ก็คือเยอรมนี พี่เบิ้มตัวจริง
แมทเธียส มาชนิก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี เป็นผู้พูดออกมาว่า สหภาพยุโรป (อียู) จำเป็นต้องมีกฎหมายกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องเทคโนโลยี จากการที่บริษัทจีนกำลังตะลุยเข้าซื้อกิจการทั้งในเยอรมนีและยุโรป
ทั้งหมดถือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีการออกกฎหมายภายใน สิ้นปีนี้ โดยสหภาพยุโรปต้องมีกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อต่อต้านกระแสการเทกโอเวอร์อย่างไม่หยุดยั้ง และปกป้องการรั่วไหลเทคโนโลยีของยุโรป
ตัวเลขจากสถาบันโคโลญเพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจ ระบุว่า ปริมาณการลงทุนของจีนในเยอรมนีเมื่อปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 1,100 ล้านยูโร หรือราว 4.28 หมื่นล้านบาท ก็ขยับเป็น 1.21 หมื่นล้านยูโร หรือราว 4.71 แสนล้านบาท
และถ้าเทียบกับ 7 ปีก่อน มูลค่าการลงทุนมีอยู่เพียงราว 100 ล้านยูโรเท่านั้น หรือราว 3,900 ล้านบาท เท่ากับว่าเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัว
ก่อนหน้านี้ เยอรมนีเคยขอให้ระงับข้อตกลงที่จีนจะซื้อบริษัท คอเทซา ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ด้านชิ้นส่วนไฟเบอร์ให้แอร์บัสและโบอิ้ง
เมื่อปีที่แล้วรัฐบาลญี่ปุ่นก็เอาด้วย โดยแสดงความกังวลว่า การขายหุ้นกิจการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของบริษัท โตชิบา ถือเป็นความเสี่ยงทางความมั่นคงของประเทศญี่ปุ่น เพราะเทคโนโลยีชั้นนำและข้อมูลต่างๆ จะถูกถ่ายทอดไปยังผู้ถือหุ้นใหม่ ที่อาจเป็นบริษัทต่างชาติ
กระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นพยายามติดต่อบริษัทชั้นนำต่างๆ ของญี่ปุ่น ระดมเงินทุนเพื่อมาซื้อกิจการส่วนนี้ไป
และสุดท้ายการขายกิจการเซมิคอนดักเตอร์ของโตชิบา ก็สำเร็จลุล่วง โดยเป็นการระดมจากบริษัทขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐ มาตั้งกองทุนเข้าซื้อมูลค่าถึง 6 แสนล้านบาท
แม้ไม่บอกว่าชาติไหนก็คงเดาได้ว่ากลัวใครเข้ามาซื้อกิจการ
ดูแล้วเหมือนนัดกันสกัดกินโต๊ะจีนอย่างไรก็ไม่รู้







