
ผู้ว่าฯกล้าได้กล้าเสีย
เริ่มต้นพุทธศักราชใหม่ปี 2561 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)
โดย...แสงตะเกียง
เริ่มต้นพุทธศักราชใหม่ปี 2561 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศนโยบาย "ทำจริง...เห็นผลจริง" จากถ้อยคำที่ชัดเจนและยอมรับอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้เป็นเงื่อนตายรัดคอของผู้ว่าฯ คนนี้เอาไว้ เรียกได้ว่า "กล้าได้กล้าเสีย" ตามแบบฉบับสไตล์ถึงลูกถึงคน
นโยบายบริหารราชการ กทม.ใหม่นี้ ระบุกรอบการทำงานออกเป็น 4 ระยะ ต้องมีผลงานสำเร็จลุล่วงภายใน 100 วัน, 200 วัน, 300 วัน และ 1 ปี
เริ่มต้นที่ 100 วัน ด้วยการตั้งศูนย์ประสานงานโครงการจิตอาสา พระราชทานฯ กทม.ทั้ง 50 สำนักงานเขต เพื่อรักษาสภาพความสะอาดของคูคลอง ปลูกป่าชายเลนบางขุนเทียน 120 ไร่ โครงการนัดหมอล่วงหน้าลดเวลานั่งรอนานเกิน 1 ชั่วโมง และโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อพักน้ำยามฝนตกแก้ปัญหาน้ำท่วมบนถนน
กรอบระยะเวลา 200 วัน เช่น เพิ่มห้องเรียนไทย-อังกฤษ จาก 46 โรงเรียน เป็น 52 โรงเรียน และห้องเรียนไทย-จีน 14 โรงเรียน จัดสรรทุนเรียนครูปีละ 100 เป็นเวลา 5 ปีแก้ไขปัญหาขาดแคลนครูในสังกัด ไปจนถึงโครงการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กหลังห้องได้มีความฝันเปลี่ยนพฤติกรรมเกเรให้กลับมาเป็นอนาคตของชาติ
ขณะที่ระยะเวลา 300 วัน เตรียมเปิดศูนย์สร้างสุขทุกวัยเพิ่มครบ ทั้ง 50 เขต ปรับปรุงภูมิทัศน์แล้วเสร็จเพิ่ม 2 เส้นทาง (เส้นทางไทย-จีน (ถนนเชียงใหม่ตลอดสาย) และถนนสุขุมวิท ช่วงสุขุมวิท 65 ถึงสถานีรถไฟฟ้าบางจาก) และโครงการบริการทันใจ นัดหมายทันเวลาโดยให้จองคิวงานด้านทะเบียน ขออนุญาตต่างๆ จากสำนักงานเขตผ่านระบบออนไลน์
สำหรับโครงการระยะ 1 ปีต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม คือ ผลิตและพัฒนาช่าง 2 สาขาวิชา ได้แก่ ช่างก่อสร้างในชุมชนและช่างประจำบ้านกับโครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ เพิ่มจำนวนโรงพยาบาลแห่งใหม่ 2 แห่ง เร่งรัดการก่อสร้างโรงพยาบาลคลองสามวาและให้บริการโอพีดีชั่วคราวของโรงพยาบาลบางนา เพิ่มจำนวนอาสาสมัครดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุต่อเนื่องที่บ้าน 1,200 คน
ทั้งหมดเป็นคำประกาศหนักแน่นจากปากของ พล.ต.อ.อัศวิน ต้องทำให้ได้ ต้องเห็นผลจริง แม้จะถ่อมตัวจากผลงานที่ผ่านมาด้วยการให้คะแนนตัวเอง แค่เพียงพอผ่านคาบเส้นเท่านั้น
เมื่อย้อนกลับมาดูตลอดเวลา 1 ปี 3 เดือนที่ผ่านมา ในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม ของ พล.ต.อ.อัศวิน หลายเรื่องราวทุกข์ร้อนคนกรุงเทพฯ ได้ช่วย บรรเทาลงไป จากความจำเป็นต้องเข้ามานั่งเก้าอี้ในห้วงเวลาเฉพาะกิจตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
แต่ได้สร้างผลงานไว้อย่างโดดเด่น เช่น การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยทวงคืนทางเท้า โดยหลายพื้นที่ประจักษ์ชัดถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของปัญหาซึ่งหมักหมมมาอย่างยาวนาน
เรื่องถัดคือการปรับปรุงวิธีตัดแต่งต้นไม้ริมถนนให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ รวมถึงนโยบายเพิ่มราคาอาหารกลางวันของเด็กในโรงเรียนสังกัด กทม. จาก 5 บาท เป็น 10 บาท และเปลี่ยนถาดหลุมจากอะลูมิเนียมที่มีสารเคมีปะปนให้เปลี่ยนมาเป็นถาดสเตนเลส ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในวงกว้าง
นับว่าเป็นคำประกาศนโยบายแบบกล้าได้ กล้าเสียของผู้ว่าฯ ยุคอัศวิน 4.0 เพราะหลังจากนี้คนกรุงเทพฯ จะคอยติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีอีกหลายเรื่องให้ต้องเร่งแก้ไข ที่สำคัญต้องไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หากทำไม่สำเร็จเส้นทางนักการเมืองสู่สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่อาจไม่สมหวังตามไปด้วย







