
ค่าแรง-มือที่มองไม่เห็น
ถือเป็นของขวัญวันปีใหม่ที่รัฐบาลจะให้กับผู้ใช้แรงงาน นั่นคือการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
โดย... ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ถือเป็นของขวัญวันปีใหม่ที่รัฐบาลจะให้กับผู้ใช้แรงงาน นั่นคือการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
แต่ในแง่ผู้ประกอบการ น่าจะเป็นยาขมเสียมากกว่า
กำหนดนัดคือในวันที่ 10 ม.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการไตรภาคีชุดใหม่ เพื่อหารือและมีมติให้ปรับขึ้นค่าแรง โดยมีผลทันทีสิ้นเดือนนี้
การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ถือเป็นไฟต์บังคับก็ว่าได้ ไม่ว่าจะมองด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง
เหตุผลที่ยกขึ้นมาก็คือค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ขึ้นมา 3 ปีแล้ว โดยหลังสุดมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ จากนั้นก็มีขึ้นให้เฉพาะ 30 จังหวัด เป็น 310 บาท ที่เหลือไม่ได้ปรับอีกเลย
ความจริงแล้วการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หรือผิด เพียงแต่ว่าจะขึ้นอย่างไรเท่านั้น และขึ้นเท่าใด
อัตราที่มีการยกขึ้นเป็นตัวอย่าง คือขึ้น 2-15 บาท/วัน
แต่สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการก็คือการขึ้นค่าแรง ไม่ควรจะขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศในอัตราเดียวกันเหมือนกันหมด โดยแต่ละจังหวัดไม่ควรมีอัตราค่าแรงที่เท่ากัน และการปรับค่าแรงควรอิงกับเงินเฟ้อที่สะท้อนค่าใช้จ่าย หรือภาวะราคาสินค้า
ที่สำคัญ การขึ้นค่าแรงควรคำนึงถึงธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่จะส่งผลถึงต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น
เหตุผลต่างๆ ก็คงต้องยกขึ้นมาถกกัน แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมือง หรือผู้บริหารประเทศจะตัดสินใจ เอาอย่างไรกันแน่ เพราะในการประชุมคณะกรรมการไตรภาคีถ้ารัฐบาลเทเสียงข้างไหน ข้างนั้นก็ชนะ
ว่าไปแล้ว การปรับค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ว่าจะขึ้นมาก หรือขึ้นน้อยมีทั้งผลดี ผลเสีย
สุดท้ายเมื่อตัดสินใจไปแล้ว ระบบเศรษฐกิจ หรือมือที่มองไม่เห็นจะทำงาน และชี้ขาดเอง
หากมีการขึ้นค่าแรงที่มากเกินภาวะผู้ประกอบการจะรับไหว ช่วงต่อไปก็ต้องมีการลดต้นทุน โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทที่มีทุนเพียงพอก็จะนำหุ่นยนต์มาทดแทนแรงงานคน
ส่วนอุตสาหกรรมที่ทนไม่ไหวก็ต้องย้ายปรับตัว อาทิ การย้ายฐานผลิตไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน อันเนื่องจากการขึ้นค่าแรงจะทำให้ค่าแรงขยับ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทย แรงงานเมียนมา แรงงานเขมร ที่อยู่ในไทย ต่างก็จะเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำในอัตราเดียวกันหมด
หากต้องการได้ค่าแรงต่ำ ต้นทุนถูก ก็ต้องย้ายไป มีเท่านั้น
กิจการขนาดกลาง ขนาดเล็ก ที่ไม่มีที่ไป ก็ต้องตัดสินใจเลือกจะปรับปรุงธุรกิจ หรือต้องเลิกรา
ในส่วนของลูกจ้าง ก็จำเป็นต้องยกระดับฝีมือแรงงาน ปรับปรุงคุณภาพการผลิต ไม่เช่นนั้น เมื่อค่าแรงขึ้น แต่ทว่าประสิทธิภาพการทำงานไม่ไปในทิศทางเดียวกัน สุดท้ายนายจ้างก็ไปไม่รอด ไม่มีเงินจะมาจ้าง
แต่กระบวนการการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจของมือที่มองไม่เห็นเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเวลาในการพิสูจน์ โดยจะส่งผลชนิดที่ยากคาดเดา ไม่รู้ว่า บรรทัดสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร
ที่สำคัญเมื่อผลออกมาแล้ว จะไปแก้ไขในภายภาคหน้าก็ยากเต็มทน
จึงต้องคิดให้ดี ทำไปแล้วไปคิดทีหลังว่า รู้อย่างนี้...มันก็สายเกิน







