ตลกร้าย

วันที่ 08 ม.ค. 2561 เวลา 09:11 น.
โดย...ทองพระราม

เปิดต้นปีจอมาก็เรียกกระแสจากสังคมมิใช่น้อย จากกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขมีประกาศคำสั่งห้ามผู้ปฏิบัติงานในสังกัดใช้ทรัพยากรของหน่วยงานทำงานส่วนตัว

โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าของหน่วยงานเพื่อชาร์จโทรศัพท์มือถือเพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน ซึ่งเมื่อประกาศดังกล่าวถูกเผยแพร่สู่โลก โซเชียลมีเดีย ก็ต้องบอกว่าได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย

มองว่าเรื่องนี้ถือเป็นการทำเกินกว่าเหตุไปหรือไม่ประการใด เพราะหากเกิดเหตุจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์แล้วบังเอิญแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือดันมาหมดพอดี แต่ดันชาร์จไม่ได้อันเนื่องมาจากผลพวงของประกาศฉบับนี้

แม้ล่าสุด นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ออกมาประกาศชัดให้ทบทวนคำสั่งดังกล่าวเป็นการด่วน หลังสร้างผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสังกัด

เจตนาคำสั่งหากคิดแบบไตร่ตรองก็พอเข้าใจได้ว่า ทำให้องค์กรไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณไปอย่างสูญเปล่า แต่หากคิดให้ดี สมมติเกิดกรณีฉับพลันทันด่วน แล้วบังเอิญงานเข้าแบตเตอรี่มือถือหมด

หากเป็นเช่นนั้นขึ้นมาจริงแล้วจะทำเช่นไร จะบอกว่ายุคสมัยอันก้าวล้ำไปด้วยเทคโนโลยีให้พนักงานในองค์กรพกแบตสำรอง หรือเพาเวอร์แบงก์ มาใช้เป็นการส่วนตัว ก็ดูกระไรไปสักหน่อย

นัยลึกๆ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องดีในการทำคนละไม้คนละมือ เพื่อไม่ให้องค์กรต้องแบกรับภาระเกินความจำเป็น ทว่าประเด็นดังกล่าวหากส่องให้ลึกลงไป เปรียบได้กับแก้ปัญหายังไม่ตรงจุดนัก

ด้วยสภาวการณ์เศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ จำต้องรัดเข็มขัดเพื่อพาองค์กรเดินหน้าไปสู่จุดหมาย หากลองคำนวณให้ดี การชาร์จโทรศัพท์ของคนภายในสังกัด เชื่อว่าคงไม่ทำให้องค์กรล่มสลายเป็นแน่

แต่ที่น่ากังวลกว่าการชาร์จโทรศัพท์และอันตรายยิ่งคือ ปัญหาการ ทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เรื่องนี้ต้นสังกัดควรให้ความสำคัญในการปลูกฝังพนักงานร่วมกันต่อต้านอย่างจริงจัง

หรือไม่หากกลัวองค์กรสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับประเด็นดังกล่าว ก็ควรหันมาใช้พลังงานทางเลือกอย่างเช่นโซลาร์เซลล์ หรือพลังงานลม เพื่อตัดปัญหาตรงนี้ออกไป แม้ระยะแรกอาจลงทุนก้อนใหญ่ แต่ระยะยาวทำให้องค์กรสามารถลดการใช้พลังงานได้แบบสมบูรณ์

เรียกให้ง่ายว่าเป็นการลดอย่างบูรณาการตามสถานการณ์ประเทศไทยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังพาข้ามผ่านไปสู่จุด ดังกล่าวในอีกไม่ช้านี้

เมื่อเกิดกระแสวิจารณ์จากภายในและภายนอกสังกัด ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ต้นสังกัดสั่งให้กลับไปพิจารณาทบทวน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นไปได้

เพราะหากยังขืนฝืนเดินต่อไป ก็คงไม่ต่างอะไรจากคำว่า "ตลกร้าย" เพราะเมื่อมีคำสั่งเท่ากับทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามโดยถ้วนหน้าไม่ว่าจะมีตำแหน่งสูงต่ำแค่ไหน หากละเมิดต้องได้รับโทษเช่นกัน

แม้ประเด็นดังกล่าวอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากปล่อยทิ้งไว้นานวันโดยไร้การเหลียวแล อาจบั่นทอนความรู้สึกของผู้ทำงานในสังกัดได้อย่างไม่ต้องสงสัย

จึงเป็นเรื่องเหมาะสมที่ต้นสังกัดสั่งทบทวนและเปลี่ยนแปลง ดีกว่ายืนกระต่ายขาเดียวดันทุรังเดินหน้าต่อไป จนเข้าแบบอย่างคำพังเพยไทยที่ว่า "น้ำผึ้งหยดเดียว"

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต