
อันตรายที่สุดในโลก
การหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายก่อน ยังคงเป็นเรื่องที่ประเทศไทยประสบปัญหาอย่างมาก
โดย..แสงไฟตะเกียง
การหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายก่อน ยังคงเป็นเรื่องที่ประเทศไทยประสบปัญหาอย่างมาก เพราะทุกวันนี้มีความสับสนว่า "ใครควรหยุดหรือใครควรไปต่อ" สุดท้ายต้องเลือกวัดใจเสี่ยงตายไม่เว้นแต่ละวัน ผิดแผกไปจากบ้านเมืองประเทศอื่นๆ ที่ผู้ขับรถยนต์จะหยุดรถให้ก่อนทันที เมื่อมีคนมายืนรออยู่บนทางเท้าตรงจุดข้ามทางม้าลาย
จนแล้วจนรอดปัญหาหมักหมมมานานเหล่านี้ ทำให้องค์การอนามัยโลก หรือ WHO จัดอันดับประเทศไทยมีความไม่ปลอดภัย เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก เป็นผลมาจากหน่วยงาน ภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว รวมไปถึงไม่มีการปลูกฝังในสถานศึกษาระดับเยาวชนอย่างต่อเนื่อง
ทุกวันนี้หากสังเกตให้ดีจะพบว่า พฤติกรรมผู้ขับขี่มักขับรถเร็วขณะขับผ่านทางม้าลายโดยไม่หยุดหรือชะลอให้คนข้าม บางครั้งผู้ขับรถมักบีบแตรไล่คนข้ามทางม้าลาย ร้ายแรงที่สุดก็คงไม่รอดถูกชนทั้งๆ ที่กำลังข้ามถนน กลายเป็นข่าวความสูญเสียเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับหญิงสาวถูกรถบรรทุกชนเสียชีวิตบนถนนอโศก ซึ่งในต่างประเทศถือว่าเหตุการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรงมาก
ด้านหนึ่ง คนใช้ถนนหรือผู้ข้ามเองควรมีวินัย เพราะบางส่วนไม่สนใจข้ามทางม้าลาย มีให้พบเห็นบ่อยครั้งที่มักตัดสินใจข้ามถนนทุกที่ตามอำเภอใจตัวเอง ทั้งๆ ที่ทางม้าลายหรือสะพานลอยห่างออกไปเพียง 10-20 เมตรเท่านั้น
ทั้งนี้ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 104 ระบุไว้ชัดเจนว่า ภายในระยะ ไม่เกิน 100 เมตร นับจากทางข้าม ห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางนอกทางข้าม ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 200 บาท แต่ดูเหมือนกฎหมายจะถูกละเลยเป็นประจำ
เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่เพียงแต่ทำให้คนเสียชีวิตหรือ บาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของไทยด้วย เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายที่ต้องตามมาอีกมาก อาทิ ค่ารักษา ค่าเยียวยาเหยื่อ ค่าซ่อมแซมรถ ค่าดำเนินคดี และสูญเสียโอกาสในการทำงานด้วย ความสูญเสียที่เกิดขึ้นคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5 แสนล้านบาท/ปี
อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ขณะนี้ มูลนิธิเมาไม่ขับ และ กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกันจัดโครงการวัฒนธรรมไทยกับความปลอดภัยบนท้องถนน รณรงค์ปลูกฝังวัฒนธรรมพร้อมทั้งเตรียมผลิตสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน สร้างความรับรู้ ตอกย้ำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากที่สังคมไทยละเลยการปลูกฝังจิตสำนึกมายาวนาน
ด้วยการริเริ่มกิจกรรมการแชร์ภาพผู้ขับขี่ที่มีน้ำใจจอดรถให้คนเดินข้ามทางม้าลายก่อน จากนั้นจะมอบรางวัลเพื่อเป็นการชมเชยแก่คุณงามความดีที่ได้กระทำ เป็นกำลังใจแก่บุคคลที่เคารพกฎหมาย เคารพชีวิตและความปลอดภัยของผู้อื่น เมื่อภาพการทำความดีเผยแพร่ออกไปเชื่อว่าพลังของสังคมออนไลน์จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ขับขี่ระมัดระวังในการขับรถมาก ยิ่งขึ้น และในที่สุดจะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ขับขี่-ผู้ข้ามถนนได้
กระนั้น แม้การรณรงค์ปลุกจิตสำนึกอาจต้องเผชิญความท้าทายและใช้เวลายาวนานหลายปี อย่าคิดว่าทำไม่ได้ เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิด หากไม่เริ่มนับหนึ่งแล้วค่อยเป็นค่อยไป ที่สำคัญควรได้รับการสนับสนุนผลักดันจากหลายหน่วยงานมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อลดอันดับประเทศที่มีความเสี่ยงบนถนนมากที่สุดของโลก ให้สมกับเป็นประเทศ จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง







