
ของขวัญ
ทุกปีในช่วงเทศกาลปีใหม่ นายกรัฐมนตรีมักสวมบทเป็นซานตาคลอสใจดีจัดเซอร์ไพรส์ให้กับคนไทยได้ตื่นเต้นอยู่เสมอ
โดย...นาย ป.
ทุกปีในช่วงเทศกาลปีใหม่ นายกรัฐมนตรีมักสวมบทเป็นซานตาคลอสใจดีจัดเซอร์ไพรส์ให้กับคนไทยได้ตื่นเต้นอยู่เสมอ ด้วยการแจกของขวัญเน้นช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย
ปีนี้ก็เช่นกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมให้ ของขวัญแก่คนไทยทุกช่วงวัยที่จะได้รับกันถ้วนหน้า
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งก่อน นายกรัฐมนตรีกำชับให้ รัฐมนตรีทุกกระทรวงไปจัดทำข้อมูลว่าจะมีอะไรแจกเป็นของขวัญปีใหม่ ให้กับประชาชนได้บ้าง
แต่ถ้าย้อนไปในปีก่อนๆ ที่เคยเอาอกเอาใจพี่น้องประชาชน อาทิ ตรึง ราคาก๊าซแอลพีจีและค่าเอฟทีเป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน
แบงก์รัฐ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย คืนดอกเบี้ยให้ลูกค้าที่เป็น ลูกหนี้ชั้นดี รัฐบาลจัดกิจกรรมช็อปช่วยชาติ 1.5 หมื่นบาท และท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี 1.5 หมื่นบาท หวังกระตุ้นให้ประชาชนได้จับจ่ายในช่วงปีใหม่ รวมถึงจัดเช็คช่วยชาติแก่ผู้มีรายได้น้อย 1,500 บาท และ 3,000 บาท
ด้านกรมการขนส่งทางบกจัดโครงการเช็กสภาพรถฟรีแก่ประชาชน และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้บริการรถไฟชั้น 3 ฟรี เพื่อเป็น การอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้กลับไปเที่ยวบ้านเกิด เป็นต้น
แต่ถ้าลองเดินไปถามข้าราชการ มักตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากให้ขึ้นเงินเดือน หรือถ้าไปถามนักการเมืองว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญ แน่นอน นักการเมืองจะตอบว่าต้องการขอให้ คสช.ปลดล็อก การจัดกิจกรรมและจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว
สำหรับปีใหม่ที่จะถึงนี้ ต้องติดตามว่ารัฐบาลจะแจกของขวัญอะไรบ้าง ไม่นานเกินรอ อาจจะประกาศในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประชุม ครม.สัญจรที่ จ.พิษณุโลก ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค.นี้
ในทางการเมืองเรื่องแจกของขวัญย่อมได้รับเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ ว่าแท้จริงเป็นนโยบายประชานิยมหรือไม่ หรือเป็นนโยบายทำแล้ว นายทุนได้ประโยชน์มากกว่าหรือไม่
การแจกของขวัญเป็นเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลต้องการสร้างสุขให้กับประชาชน แต่ถ้าถามว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการอะไร นั้นคือต้องการ เห็นการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า และเร่งแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มราคาข้าว ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด เป็นของขวัญที่ เกษตรกรอยากได้
เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ แต่หาก ทำให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ย่อมเกิดสมดุลทางเศรษฐกิจ เหมือนนโยบายประชานิยมที่หว่านไปเพื่อหวังผลทางการเมืองยุคนักการเมืองเป็นใหญ่ ก็ทำเช่นกัน
โครงสร้างเศรษฐกิจที่สมบูรณ์คงไม่มีจริง ที่ทุกคนได้ประโยชน์เหมือนๆกันหมด แต่อยู่ที่ว่าจะจัดสมดุลอย่างไร
โจทย์ใหญ่ของการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน หนีไม่พ้น กลุ่มเป้าหมายที่เป็นฐานราก นั้นคือ การสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากและระบบทุนอยู่ร่วมกันได้
การสร้างสมดุลไม่ใช่การอัดฉีดเงินเข้าสู่กระเป๋าของคนในระดับฐานราก เช่น แจกเงิน พักหนี้สิน หรือปล่อยกู้
แต่ตราบใดที่เงินซึ่งได้รับมานั้น มิได้ถูกนำไปใช้ในการสร้างอาชีพ หรือสร้างทักษะในการพึ่งตนเองได้จริง แต่ถูกนำไปจับจ่ายใช้สอยกับ สิ่งที่ไม่จำเป็นก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ







