
ทรัมป์ เอฟเฟกต์
ไปๆ มาๆ โลกทั้งโลกต่างจับตา ทรัมป์ เอฟเฟกต์ ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี
โดย... ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ไปๆ มาๆ โลกทั้งโลกต่างจับตา ทรัมป์ เอฟเฟกต์ ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี
เพราะถ้างานนี้จัดการไม่ดี ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของ โดนัลด์ ทรัมป์ มีโอกาสสั่นคลอนได้ง่ายๆ
ประเด็นปัญหาเกิดขึ้นมาในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่มีการติดต่อกับรัสเซียแบบลับๆ และไฟเริ่มลามเข้ามาใกล้ทรัมป์เรื่อยๆ
เรื่องนี้เริ่มบานปลายเมื่อ พลเอกไมเคิล ฟลินน์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกตั้งข้อหาในฐานะให้การเท็จต่อคณะสืบสวนของสำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐ (เอฟบีไอ)
ข้อหาสำคัญที่พลเอกฟลินน์ถูกฟ้องคือ การให้การเท็จเรื่องที่แอบหารืออย่างลับๆ กับ เซอร์เกย์ คิสยัก เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหรัฐ ในช่วงก่อนที่ทรัมป์จะรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการ โดยคาดกันว่าเรื่องที่หารือจะเป็นนโยบายคว่ำบาตรรัสเซียในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา
การสอบสวนตั้งทีมงาน ภายใต้การนำของโรเบิร์ต มูลเลอร์ อัยการอิสระ โดยขยายผลไปถึงการเชื่อมโยงกับรัสเซียในช่วงการเลือกตั้งสหรัฐเมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา
พลเอกฟลินน์ถูกนำตัวขึ้นศาลไปรับทราบข้อกล่าวหา จงใจให้การเท็จ หลอกลวง และปลอมแปลงเอกสารต่อรัฐ กลายเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนที่ 4 ที่อยู่ในคณะทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ
และสิ่งที่ขยายปมเรื่องดังกล่าวขึ้นไปอีก ก็คือการที่ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งปลดพลเอกฟลินน์ออกจากตำแหน่ง ด้วยข้อหาให้การเท็จกับไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐและเอฟบีไอ กรณีติดต่อกับทูตรัสเซียดังกล่าว
แต่งานนี้เหมือนขว้างงูไม่พ้นคอ ไปๆ มาๆ ลูกเขยประธานาธิบดีทรัมป์อาจมีส่วนเกี่ยวกับการคุยกับรัสเซียด้วย
ข่าวที่ออกมาก็คือ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยและที่ปรึกษาอาวุโสของทรัมป์ กำชับให้ พลเอกฟลินน์ ติดต่อกับ เซอร์เกย์ คิสยัก ทูตรัสเซียประจำสหรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐบาลอีกหลายชาติ ช่วงหลังการเลือกตั้งสหรัฐผ่านพ้นไป
สิ่งที่มีการพูดคุยกันในที่ลับคือการขอให้รัสเซียช่วยล็อบบี้ขวางมติการประณามอิสราเอลขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และให้รัสเซียงดมาตรการตอบโต้ หลังถูกรัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา คว่ำบาตร
นอกจากลูกเขยแล้ว ยังมีอดีตทีมงานประธานาธิบดีทรัมป์อีก 2 ราย ได้แก่ สตีเฟน แบนนอน อดีตหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ประจำทำเนียบขาว ไรน์ซ พรีบัส อดีตหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง
ทั้งหมดจึงมีการตั้งข้อสงสัยต่อไปว่า ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าไปรู้เห็นเรื่องดังกล่าวมากน้อยเพียงใด และมีส่วนอะไรหรือเปล่า
เสถียรภาพเก้าอี้ประธานาธิบดีมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก จึงทำท่าจะมีปัญหา
ทำให้โลกผวากับผลกระทบที่จะตามมาในอนาคต







