
ไล้เหลี่ยว หรือ ซี้เลี้ยว
เหมือนกับเป็นไฟต์บังคับที่เลี่ยงได้ยากสำหรับ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-จีน เส้นทางแรกจากกรุงเทพฯ ไปยังนครราชสีมา
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เหมือนกับเป็นไฟต์บังคับที่เลี่ยงได้ยากสำหรับ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-จีน เส้นทางแรกจากกรุงเทพฯ ไปยังนครราชสีมา
เพราะการก่อสร้างดังกล่าว จะทำให้ไทยไม่ตกขบวนอภิมหาโครงการ One Belt, One Road หรือเส้นทางสายใหม่ยุคใหม่ โดยจะก่อสร้างเส้นทางคมนาคมจากจีนตอนใต้ลงไปถึงสิงคโปร์
โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าไทย-จีน ล่าช้ามาตลอด จนกระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจใช้มาตรา 44 ผลักดันเดินหน้าเพื่อแก้ปัญหาจากกฎหมายที่เกี่ยวเนื่อง
แต่อำนาจตามมาตรา 44 ก่อให้เกิดผลกระทบตามมา และเกิดการท้วงติงของผู้เกี่ยวข้อง
ประเด็นสำคัญก็คือการเปิดทางให้วิศวกรและสถาปนิกจีน เข้ามาทำงานในโครงการดังกล่าวได้ จากเดิมที่อาชีพสถาปิก และวิศวกร เป็นอาชีพสงวนต้องมีใบอนุญาตจากสภาวิศวกร หรือสภาสถาปนิก
การเปิดให้วิศวกรจีน หรือสถาปนิกจีนเข้ามา จึงทำให้เกิดความได้เปรียบสถาปนิก หรือวิศวกรชาติอื่นๆ รวมถึงใครจะรับผิดชอบและรับรองด้านความปลอดภัยของการก่อสร้าง การดูแลโครงการ ความรับผิดชอบในอนาคต
ทั้งหมดทำให้เกิดมาตรฐานใหม่ จากเดิมที่งานวิศวกรรมก่อสร้าง จะต้องมีวิศวกรที่ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมและรับผิดชอบความปลอดภัยสาธารณะ
นอกจากนั้น ในแง่การถ่ายทอดเทคโนโลยี อำนาจมาตรา 44 ที่ใช้เพียงกำหนดกว้างๆ ว่า ให้สภาวิศวกร และสภาสถาปนิกกำหนดหลักสูตรตามความเหมาะสม ซึ่งทำให้อาจมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือไม่มีก็ได้
สุดท้ายโครงการรถไฟไทย-จีน จะกลายเป็นการลงทุนเองของไทย ที่จ่ายทั้งเงิน และไม่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างที่ควรจะเป็น
ข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้น รัฐบาลจัดให้มีการประชุมกับ 2 สภาที่เกี่ยวข้อง โดยแนวทางที่ออกมาก็คือจะมีการกำหนดรายละเอียด ข้อท้วงติงต่างๆ ภายในสัญญา ที่จะลงรายละเอียดกับทางจีน
ในแง่การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจีน ก็มีการออกข่าวว่า นอกจากการถ่ายทอดผ่านเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ จำนวน 60 คนแล้ว กระทรวงคมนาคมจะมีการประสานงานเพื่อนำนักวิชาการระดับสูงหรือในระดับคณะอาจารย์ ทั้งจากสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ สภาสถาปนิกไทย เข้าศึกษารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงจากจีนด้วย
จีนตกลงในหลักการแล้ว และจะมีการนำเข้าหารือในรายละเอียดในการประชุมคณะกรรมการรถไฟไทย-จีนครั้งต่อไป
กระทรวงคมนาคมจะพยายามเสนอร่างสัญญาที่จะทำกับจีนเข้าสู่การพิจารณาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน มิ.ย.นี้ โดยกรอบการดำเนินงานจะมี 3 สัญญา ได้แก่ สัญญาการจ้างออกแบบ สัญญาการคุมงาน และสัญญาเรื่องระบบรถ และตั้งเป้าหมายจะลงนามในสัญญาที่ 1 ภายในเดือน ก.ค.
จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการออกแบบโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 120 วัน หรือ 4 เดือน
อีกไม่นาน คงเห็นโฉมหน้าสัญญารถไฟไทย-จีน
มันจะไล้เหลี่ยว หรือ ซี้เลี้ยว...วา







