posttoday
บัตรเครดิต...กับ ดอกเบี้ยที่มหาโหด (2)

บัตรเครดิต...กับ ดอกเบี้ยที่มหาโหด (2)

31 พฤษภาคม 2560

โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

การมีบัตรเครดิตไว้ใช้ซึ่งมีอยู่มากมาย แต่ก็เหมือนกับดาบสองคม ด้านที่ดีก็ดี ด้านที่ร้ายก็มาก อยู่ที่ว่าจะใช้อย่างไร บทความตอนนี้จะมาพูดถึงโทษของการใช้บัตรเครดิตแบบไม่ถูกวิธี หลายท่านใช้บัตรเครดิตโดยการดึงเงินในอนาคตมาใช้ก่อน ซึ่งปกติบัตรเครดิตจะมีให้เลือกจ่ายแบบเต็มจำนวนหรือจ่ายเพียง 10% ของยอดเงินทั้งหมด ซึ่งถ้าเลือกแบบหลัง นั่นหมายถึงว่าจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมากถึงประมาณ 20%

ปัจจุบันบัตรเครดิตทั้งระบบมี 19.6 ล้านใบ มียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ 3.33 แสนล้านบาท มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้รวม 9,859 ล้านบาท หรือ 2.96% ของยอดสินเชื่อคงค้างทั้งหมด (ข้อมูลมาจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2560) โดยจำนวนหนี้เสียส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม Generation Y ซึ่งคิดเป็น 22% ของประชากรไทยทั้งหมด

สินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เช่นกัน มี 12.23 ล้านบัญชี ยอดสินเชื่อคงค้าง 3.31 แสนล้านบาท เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 9,844 ล้านบาท ถ้ารวมสินเชื่อ 2 ประเภทเข้าด้วยกัน จะมีสินเชื่อรวม 6.64 แสนล้านบาท เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 19,703 ล้านบาท หรือ 2.97% ของยอดสินเชื่อคงค้างทั้งหมด ไม่ใช่ตัวเลขที่สูงมากเลย

ดังนั้น จะอ้างว่าเอ็นพีแอลทำให้ต้องมีส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตและหรือสินเชื่อส่วนบุคคล เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงถึง 18% หรือกรณีของบัตรเครดิตประเภท Non Bank KTC ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลที่คิดกับลูกค้า กับต้นทุนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ KTC ต้องชำระแก่ผู้ถือหุ้นกู้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ วันที่ออก 1 มิ.ย. 2560 กำหนดไถ่ถอน 1 มิ.ย. 2565 อายุหุ้นกู้ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย (ปีที่ 1-3)=3.00% อัตราดอกเบี้ย (ปีที่ 4)=3.25% อัตราดอกเบี้ย (ปีที่ 5)=3.50% กำหนดจ่ายดอกเบี้ย:ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 5 ปี=3.15% เท่านั้น

ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ที่ 15% ต่อปี และยังมีค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอีก 5% ต่อปี ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลสูงสุด ก็อยู่ที่ 15% ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน 13% ต่อปี รวมแล้วมีค่าใช้จ่ายสูงสุดอยู่ที่ 28% ต่อปี นี่ยังไม่นับรวมค่าธรรมเนียม

KTC มีส่วนต่างของดอกเบี้ยในส่วนของบัตรเครดิต เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ 16.85% และมีส่วนต่างของดอกเบี้ยในส่วนของสินเชื่อบุคคล เมื่อเทียบกับต้นทุน 24.85% เป็นส่วนต่างที่มโหฬารมาก (ทั้งนี้ผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องการที่ผู้ใช้สินเชื่อเหล่านี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือนในขณะที่หุ้นกู้ของ KTC จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน) โดยที่อัตราดอกเบี้ยที่ KTC คิดกับลูกค้าเป็นอัตรานี้มานานแล้ว ถึงแม้ในช่วงหลายปีก่อน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงิน หรืออัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ของ KTC ก็สูงกว่าระดับปัจจุบันนี้ ช่วงไม่กี่ปีนี้ที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนของ KTC และสถาบันการเงิน ลดลงไปพอสมควร แต่ไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ

สถาบันการเงินอื่นก็มีการคิดดอกเบี้ยกับลูกค้าอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ทำไม ธปท.นิ่งเฉย ทั้งที่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ย 1 ปีอยู่ที่ 2% เท่านั้น ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารกับอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต แตกต่างกันถึง 18% และมีส่วนต่างของดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 26% จะอ้างว่ามีหนี้เสียอยู่มาก เหตุผลแค่นี้ไม่เพียงพอ

ยิ่งหนี้สินครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยสูงกว่า 80% ในอาเซียนประเทศไทยกับมาเลเซียเป็นแค่ 2 ประเทศที่มีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนสูงถึงขนาดนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการใช้สินเชื่อเหล่านี้ ย่อมเป็นการลดภาระให้กับผู้ที่จำเป็นจะต้องใช้สินเชื่อในสภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ จะทำให้เอ็นพีแอลลดลงได้บ้าง

ผมอยากให้ ผู้ว่าการ ธปท.กล้าหน่อยครับ กำหนดการชำระเงินขั้นต่ำให้เพิ่มจากปัจจุบันนี้ที่อยู่ที่ 10% ให้เป็น 30% ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บัตรเครดิตต้องคิดมากขึ้น ช่วยลดภาระหนี้ของผู้ใช้บัตรเหล่านี้ลงได้ แล้วก็จะทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลดลงได้แน่ครับ

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย