
ได้แต่ทำใจ
เริ่มต้นสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการแค่ไม่กี่วัน ชาวบ้านชาวช่องก็ต้องคอยมาลุ้นกันใจหายใจคว่ำกับฝนฟ้าที่ตั้งเค้าในแต่ละวัน
โดย...วัยรุ่นเฟรง
เริ่มต้นสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการแค่ไม่กี่วัน ชาวบ้านชาวช่องก็ต้องคอยมาลุ้นกันใจหายใจคว่ำกับฝนฟ้าที่ตั้งเค้าในแต่ละวัน จะหนักหนาสาหัสถึงขั้นเป็นน้ำท่วม หรือน้ำรอการระบาย มากน้อยแค่ไหน
ล่าสุด อานุภาพจากฝนคืนก่อนถึงขั้นทำให้พื้นที่หลายแห่งกลายเป็นสระน้ำ รถติดยาวเหยียด คนแห่หันมาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะกันแน่นสถานี จนทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าหากฝนตกซ้ำอีกรอบ วันนี้ พรุ่งนี้ สภาพจะเป็นยังไง
แต่อย่างน้อยพออุ่นใจเวลาได้ยินภาครัฐ เจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ออกมาประกาศความพร้อมเตรียมรับมือ ช่วยเหลือ ป้องกันบรรเทาความเดือดร้อนจากน้ำท่วม
รวมถึงข้อมูลจากกรมชลประทานที่ออกมาชี้แจงว่าปริมาณฝนตกช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ในระดับ 150 มิลลิเมตร ถือว่าอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย ไม่ได้มีปริมาณมากผิดปกติ และไม่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่เช่นเดียวกับปี 2554 ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ช่วยปลอบประโลมอะไรได้มาก
ประการแรก ความเสียหายครั้งนั้นถือเป็นความรุนแรงครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 70 ปี ต่อให้ความรุนแรงน้อยกว่าครั้งนั้นครึ่งหนึ่งก็ยังถือว่าสร้างความเสียหายครั้งใหญ่อยู่ดี
ประการที่สอง บทเรียนจากครั้งนั้น ทำให้ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาทางรับมือ และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายหนักเท่าเดิม
ยังไม่รวมกับงบประมาณจำนวนไม่น้อยที่ทุ่มไปในการสกัดและป้องกันน้ำท่วม ผ่านกลไกต่างๆ ทั้งโครงสร้างหลัก โครงสร้างรองในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่เกิดซ้ำรอยเดิม
แน่นอน ฝนตกกระหน่ำ กทม.คืนก่อนที่ประเมินแล้วระดับน้ำอยู่ที่ 130 มม./ชม. ยังไงก็ต้องท่วม เพราะสภาพความเป็นจริงแค่ 70 มม./ชม. ต่อให้มีอุโมงค์ยักษ์ก็ยังท่วม
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำท่วมหนักมีบางส่วนที่มาจากการเตรียมตัวรับมือที่ยังไม่สมบูรณ์ดีพอ โดยเฉพาะเส้นทางลำเลียงน้ำไปยังอุโมงค์ยักษ์ที่ยังไม่บูรณาการในทุกพื้นที่ สุดท้ายก็ต้องหันมาพึ่งพาเครื่องสูบน้ำที่มีข้อจำกัด
แว่วว่า ปัญหาอีกส่วนมาจากการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน ไร้ระบบ ต่างคนต่างทำ กลัวพื้นที่ตัวเองจะท่วมขังก็สร้างคันกั้นน้ำ หรือถมพื้นที่ให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมถึง
สุดท้ายทิศทางน้ำที่เคยพอจะคาดเดาได้ก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และค้างเติ่งอยู่ในแอ่งที่ไม่มีทางออก จนเห็นภาพเด็กเล่นน้ำกลางลานวัดลาดพร้าวที่ไม่เคยท่วมหนักเช่นนี้
หากไล่ดูตั้งแต่ริมแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ที่หลายจุดสร้างคันกั้นน้ำเพื่อกันน้ำเอ่อล้นขึ้นมาท่วมพื้นที่ สุดท้ายกลายเป็นคันกั้นน้ำไม่ให้น้ำไหลลงแม่น้ำแทน จนพบน้ำท่วมในหลายจุด
ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเช่นนี้กลายเป็นโจทย์ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องขบคิด
แต่น่าห่วงก็ตรงเห็นผู้หลักผู้ใหญ่มีอำนาจตัดสินใจยังตรวจพื้นที่น้ำท่วมแบบเดิม ถกขากางเกงลุยถนน ชี้นู่นชี้นี่ ออกสื่อแบบเดิมๆ
ฝนตั้งเค้ารอบใหม่ คงทำอะไรไม่ได้มากนอกจากแค่ทำใจ ลุ้นกันต่อไป!!!







