
ขาดทุนคือกำไร
ไปๆ มาๆ กลายเป็นโรคเลื่อนเสียแล้ว สำหรับการขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศ (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์)
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ไปๆ มาๆ กลายเป็นโรคเลื่อนเสียแล้ว สำหรับการขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศ (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) จากเดิมที่จะขายในเดือนนี้ ก็เลื่อนออกไปเป็นเดือน ก.ย.แทน
เรียกได้ว่า เสียจังหวะ เสียท่าไปมากโข
สาเหตุเนื่องจาก ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ เป็นเหมือนจุดขายที่รัฐบาลต้องการใช้สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เงิน ได้เงินลงทุนมากๆ แต่ติดภาระงบประมาณแผ่นดิน
เพดานการก่อหนี้ภาครัฐกำหนดไว้อยู่ที่ 60% ของขนาดเศรษฐกิจ หรือจีดีพีโดยปัจจุบันก่อหนี้ไปแล้ว 42-43% จึงเหลือช่องว่างได้อีกประมาณ 17%
แต่จากสารพัดโครงการก่อสร้างที่กำหนดขึ้น จะทำให้สัดส่วนหนี้เพิ่มสูงขึ้น โดยเงินที่จะลงทุนได้ในอนาคตเป็นเงินราว 2.6 ล้านล้านบาทเท่านั้น เพียงแค่โครงการลงทุนของคมนาคมที่ยังไม่นับโครงการลงทุนอื่นก็มีวงเงินถึง 2.3 ล้านล้านบาทแล้ว
แนวทางแก้ไข คือจะต้องระดมทุนเพื่อลดภาระงบประมาณ ปฏิบัติการแรก คือ ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ โดยเอารายได้จากสาธารณูปโภคที่รัฐบาลเป็นเจ้าของอยู่แล้ว มาตั้งเป็นกองทุน และขายหน่วยลงทุนให้ประชาชน เมื่อได้เงินใหม่มาก็เอาไปก่อสร้างต่อ
กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์กองแรกมีแผนจะดึงรายได้ค่าผ่านทาง 45% จากโครงการทางด่วนพิเศษเส้นทางบูรพาวิถี และโครงการพิเศษเส้นฉลองรัช ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มาจ่ายเป็นผลตอบแทน ส่วนที่เหลือจะมาจากงบประมาณ
เท่ากับใครซื้อกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ จะได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน
แต่การนำไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ออกขาย ต้องสร้างจุดสนใจ โดยให้อัตราผลตอบแทนสูง ที่เคยเป็นข่าวจะอยู่ระดับ 7% ประมาณนั้น
ผลที่ตามมาทันทีก็คือ การชนตอ
เพราะการจ่ายผลตอบแทนในอัตราที่สูง ถูกนำมาเทียบเคียงว่า ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างสาธารณูปโภคแพงกว่าเดิม โดยการกู้เงินแบบเก่าที่รัฐบาลต้องค้ำประกันจะเสียดอกเบี้ยแค่ 3% เท่านั้น
ปัญหาจึงมาอยู่ตรงจุดนี้ ระหว่างการมีเงินเพิ่มขึ้นสำหรับการลงทุนแต่ต้องจ่ายแพงขึ้น กับการที่มีเงินจำกัดแต่จ่ายดอกเบี้ยถูกลง
หากมองเฉพาะตัวเลขทางบัญชี แน่นอนที่สุดว่าการที่ต้นทุนทางการเงินที่ถูกกว่าย่อมดีในแง่ผลตอบแทนการลงทุน รายรับ รายจ่าย
แต่ถ้ามองถึงภาพรวมของประเทศ การที่ต้องจ่ายแพงแต่มีเงินลงทุน จะสร้างผลที่ต่อเนื่องตามมา ไม่เพียงแต่ผลดีต่อเศรษฐกิจเท่านั้น ที่ทำให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน แต่ยังสร้างความเจริญให้เพิ่มมากขึ้นตามเส้นทางของโครงการต่างๆ ที่จะดำเนินการได้มากขึ้น
หรืออธิบายง่ายๆ คือ การยึดหลัก ขาดทุนคือกำไร
แม้ตัวเลขทางบัญชี ตัวเลขการลงทุนจะดูแล้วเหมือนขาดทุนในเบื้องต้น แต่สุดท้ายจะได้กำไรคืนมาในรูปแบบอื่น
ยิ่งเฉพาะรัฐบาลประกาศในเรื่องการลงทุน ประกาศทำสารพัดโครงการ โดยมีไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญด้วย
ถ้าปิดจ๊อบไม่ได้ หรือเลื่อนแล้วเลื่อนอีก
รับรองผลที่ตามมาจะดูไม่จืดเลยเชียว







