
ปัจจัยเสี่ยงในตลาดโลก
โดย...ศิริพร สินาเจริญ ,CFA กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรี
โดย...ศิริพร สินาเจริญ ,CFA กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรี
ในช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างค่อยๆ ปรับตัวขึ้นและดูมีแนวโน้มสดใส เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจกำลังฟื้นหรือขยายตัวต่อเนื่อง
ถึงแม้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมดูดี แต่เพื่อความไม่ประมาท นักลงทุนจึงควรพิจารณาถึงความเสี่ยงที่จะมีในอนาคต และเตรียมการปรับพอร์ตการลงทุนหากท่านประเมินแล้วว่า ตัวท่านไม่สามารถที่จะรับความเสี่ยงที่อาจเกิดจากเหตุการณ์นั้นๆ ได้ สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในปีนี้ น่าจะมี 5 ปัจจัยหลัก ดังนี้
1) นโยบายและการแสดงความเห็นของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนักลงทุนคงจะได้เห็นบ้างแล้วว่า นโยบายของนายทรัมป์ได้สร้างความปั่นป่วนต่อตลาดพอสมควร เช่น การห้ามชาวมุสลิมจาก 7 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐเป็นการชั่วคราว ซึ่งก่อให้เกิดการประท้วงเป็นวงกว้าง หรือการที่นายทรัมป์ออกมาให้ความเห็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าเกินไป และระบุว่ารัฐบาลเยอรมนี จีน และญี่ปุ่น ทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆ อ่อนค่าเกินความเป็นจริง ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินเกิดความผันผวน ในขณะที่นโยบายที่ส่งผลบวก ได้แก่ นโยบายการปรับลดภาษีนิติบุคคล ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทต่างๆ ในสหรัฐมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีเพิ่มขึ้น แต่การที่ทรัมป์ระบุว่าจะขึ้นภาษีจากการนำเข้าเพื่อมาชดเชยการลดภาษีนิติบุคคล ส่งผลให้ผู้บริหารหลายๆ บริษัทได้ออกมาคัดค้าน เพราะวัตถุดิบหรือสินค้าหลายๆ อย่างยังคงจำเป็นที่จะต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งนโยบายการกีดกันทางการค้าของนายทรัมป์น่าจะเป็นนโยบายที่ตลาดกังวลมากที่สุด
2) การเจรจาขอออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ (เบร็กซิต) ซึ่งถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ ทั้งเศรษฐกิจอังกฤษและยุโรปยังไม่ได้รับผลกระทบจากผลของเบร็กซิต แต่ตลาดก็ยังคงมีความกังวลว่า หากอังกฤษออกจากอียูแล้ว จะมีผลกระทบเชิงลบต่อทั้งเศรษฐกิจอังกฤษและยุโรป โดยเฉพาะในแง่ของการค้าการลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจอังกฤษมีขนาดใหญ่ และอังกฤษยังเป็นศูนย์กลางทางการเงินของยุโรปอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดี การที่เงื่อนไขการเจรจาต่างๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภาของอังกฤษ จึงส่งผลให้ตลาดลดความกังวลลงไปได้บ้าง
3) การเลือกตั้งในหลายๆ ประเทศในยุโรป โดยเฉพาะประเทศหลักๆ อย่าง เยอรมนี ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ โดยเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกใน 3 ประเทศนี้ที่จะมีการเลือกตั้งในปีนี้ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 15 มี.ค. โดยผลโพลล่าสุดระบุว่าพรรคฝ่ายขวาจัดของกรีต ไวร์เดอร์ส จะได้รับเลือกตั้งมากที่สุดที่ 33 จากทั้งหมด 150 ที่นั่ง ส่งผลให้จะต้องจัดตั้งเป็นรัฐบาลผสมดังเช่นที่เป็นมาตลอด ในขณะที่นักการเมืองของเนเธอร์แลนด์ส่วนใหญ่ระบุว่าจะไม่ทำงานร่วมกับนายไวร์เดอร์ส นอกจากนี้ไวร์เดอร์สยังคงมีคดีติดตัวจากการกล่าวปราศรัยในลักษณะยุยงปลุกปั่นและเหยียดผิว สำหรับประเทศต่อมา ได้แก่ ฝรั่งเศส ซึ่งจะมีการลงคะแนนรอบแรกในวันที่ 23 เม.ย. และรอบที่ 2 ในวันที่ 7 พ.ค. โดยผลโพลล่าสุดระบุว่าคะแนนของแฟรนคอยส์ ฟิลลอน ทิ้งห่างมารีน เลอ เพน ซึ่งมีแนวคิดต่อต้านอิสลาม และมีแผนจะลงประชามติออกจากอียูอยู่มากกว่า 3 เท่าตัว สำหรับการเลือกตั้งของเยอรมนีจะมีขึ้นในเดือน ก.ย. ซึ่งถึงแม้ว่าแองเจลา เมอร์เคล ถูกวิจารณ์อย่างมากเกี่ยวกับนโยบายการเปิดรับผู้อพยพ แต่ผลโพลล่าสุดยังคงบ่งชี้ว่า เมอร์เคลมีคะแนนนำพรรคคู่แข่งอย่างพรรค anti-EU Alternative for Germany (AfD) อยู่มาก
4) เฟดขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด โดยจากการประชุมเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เฟดส่งสัญญาณว่าอาจจะมีการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ ในขณะที่ตลาดกลับมาคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้ง แต่จากการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งล่าสุดของประธานเฟดยังคงย้ำว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย และจะมีการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมในเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งต่างจากที่ตลาดมองว่าเฟดน่าจะพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน มิ.ย. ทั้งนี้ จากการที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ฟื้นตัว อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมากกว่าที่คาด อาจส่งผลให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ประเมินไว้ได้
5) การลดขนาดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินในหลายประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ยังไม่ได้ประเมินไว้ เนื่องจากยังคงคาดว่าเศรษฐกิจหลายๆ ประเทศจะฟื้นตัวในระดับต่ำ และอัตราเงินเฟ้อไม่น่าจะเร่งตัวขึ้นมาก แต่จากตัวเลขเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวมากกว่าที่คาด และมีแนวโน้มต่อเนื่อง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาด อาจส่งผลให้ท่าทีของธนาคารกลางของหลายๆ ประเทศเปลี่ยนไป โดยในช่วงครึ่งหลังของปีอาจมีธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณถึงการลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน
อย่างไรก็ดี ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้อาจไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล โดยทรัมป์เริ่มท่าทีอ่อนลงในหลายด้าน เช่น เริ่มมีการเจรจากับจีน และทรัมป์เองก็มีธุรกิจอยู่ในหลายประเทศ ส่วนการเจรจาเบร็กซิตก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี การเลือกตั้งในยุโรปก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ปัญหาในอนาคต การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและการลดขนาดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินในหลายประเทศ ซึ่งหากเป็นเพราะเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง ก็น่าจะส่งผลในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ
ดังนั้น ถึงแม้มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก แต่การที่ความเสี่ยงนั้นๆ อาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่กังวล จึงอาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่ชอบลงทุนตามที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยระบุว่า “Fearful when others are greedy and greedy when others are fearful” กองทุนหุ้นทั้งในและต่างประเทศจึงมีความน่าสนใจในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว
ภาพ...เอเอฟพี







