posttoday
ถึงเวลาปรองดอง

ถึงเวลาปรองดอง

20 ตุลาคม 2559

เวลานี้พสกนิกรคนไทยทั้งประเทศกำลังอยู่ในช่วงโศกเศร้า มองไปที่ไหนก็มีแต่ความหม่นหมอง

โดย...หงส์แดง

เวลานี้พสกนิกรคนไทยทั้งประเทศกำลังอยู่ในช่วงโศกเศร้า มองไปที่ไหนก็มีแต่ความหม่นหมอง บ้านเมืองที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้ม มาวันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีแต่น้ำตาเข้ามาแทนที่อย่างสิ้นเชิง

ผมก็เป็นคนหนึ่งครับที่ยังปรับตัวปรับใจกับการสูญเสียครั้งใหญ่ของแผ่นดินไม่ได้ ทุกวันนี้ยังคิดอยู่ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังรักษาพระอาการประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช

แต่ความจริงก็คือความจริง เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ แต่สิ่งที่ทำได้ คือ การนำคำสอนของพระองค์ที่พระราชทานเอาไว้ให้กับคนไทยมาทบทวนเพื่อหลักชัยในการนำชีวิต

พระราชดำรัสของพระองค์ท่านตลอดการครองราชย์ 70 ปี มีอยู่อย่างมากมายทั้งในเรื่องการบริหารประเทศ เศรษฐกิจ สังคม ไม่เว้นแม้แต่การเมือง

หากจะบอกว่าพระราชดำรัสไหนที่ทำให้คนไทยได้หยุดคิดมากที่สุดคงหนีไม่พ้นพระราชดำรัสในช่วงเหตุการณ์เดือนพฤษภาปี 2535 โดยพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้นำการประท้วง เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในวันที่ 20 พ.ค. 2535 และพระราชทานพระราชดำรัสเตือนสติมีใจความสำคัญดังนี้

“เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง”

พระราชดำรัสในครั้งนั้น นำมาซึ่งความสงบสุขแก่ประเทศอีกครั้ง

ทว่า เหตุการณ์บ้านเมืองในช่วง 10 ปีมานี้ อย่างที่ทราบกันดีว่าเต็มไปด้วยความขัดแย้งและมีเหตุการณ์รุนแรงหลายครั้ง เพียงแค่ความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันนำมาสู่การแบ่งแยกสีเสื้อระหว่างกันในหมู่ประชาชน ซึ่งพระองค์ทรงห่วงใยและย้ำเตือนให้ประชาชนนึกถึงความสามัคคีเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศเสมอมา

อย่างเช่น ในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2550 ได้มีพระราชดำรัสในเรื่อง “ความสามัคคี” ว่า “บ้านเมืองจะมีความมั่นคงและปกติสุขอยู่ได้ ก็ด้วยนานาสถาบันอันเป็นหลักของประเทศและคนไทยทุกหมู่เหล่า มีความสมัครสมานปรองดองกันดี และรู้จักปฏิบัติหน้าที่ให้ประสานส่งเสริมกัน ความพร้อมเพรียงของทุกฝ่าย ทุกคนที่มีความสำนึกแน่ชัดในหน้าที่ความรับผิดชอบและต้องใจปฏิบัติตน ปฏิบัติงานให้ดีให้สอดคล้องกันนี้ ความสามัคคีในชาติ

ถ้าทุกคนในชาติจะได้ตั้งตนตั้งใจให้อยู่ในความสามัคคีดังกล่าว ประโยชน์และความสุขก็จะพึงเกิดขึ้น พร้อมทั้งแก่ส่วนตัวและส่วนรวม ประเทศชาติของเราก็จะสามารถรักษาความปกติมั่นคงพร้อมทั้งพัฒนาให้รุดหน้าไปได้”

ถึงเวลาแล้วครับที่การเมืองต้องเกิดความปรองดอง น้อมนำคำสอนของพระองค์และมาร่วมกันทำให้ประเทศเกิดความสามัคคีอย่างแท้จริงเสียที

ตอนนี้ยังไม่สายที่ทุกฝ่ายจะรวมใจและหันหน้ามาร่วมกันสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก