posttoday
จุดเริ่มต้นของเงินเฟ้อ

จุดเริ่มต้นของเงินเฟ้อ

10 ตุลาคม 2559

โดย...บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย

โดย...บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย

อาจมาถึงจุดเปลี่ยนของการกำหนดนโยบายของบรรดาธนาคารกลางต่างๆทั่วโลก หลัง OPEC ตัดสินใจลดกำลังการผลิตลง 7.5 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็นการลดกำลังการผลิตครั้งในรอบ 8 ปี

การลดกำลังการผลิตของ OPEC มองเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ และอาจเป็นการเริ่มต้นของสภาวะเงินเฟ้ออีกครั้ง ซึ่งแม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นตัวดี แต่ต้นทุน (Cost Push) ที่จะสูงขึ้นตามการทะยานของราคาน้ำมันจะเป็นตัวหลักที่ทำให้เงินเฟ้อตื่นขึ้นมาได้

การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลก อาจต้องยุติลงและหันมาใช้ การคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นตัวกำหนดนโยบาย แน่นอนว่าจะนำมาซึ่งการทยอยปรับอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่โลกอยู่ภายใต้แนวโน้มดอกเบี้ยต่ำเตียมานานหลายปี

การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันนับจากนี้ เชื่อว่าจะลงยากและเน้นไปทางการปรับเพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็จะขึ้นจนกว่าการประชุมของกลุ่ม OPEC ในวันที่ 8-13 ต.ค. และ 30 พ.ย. จบลง

ยังต้องติดตามกันต่อไปเกี่ยวกับข่าว ECB อาจมีการพิจารณาลดขนาด QE จากวงเงินเดิมที่ 8 หมื่นล้านยูโรต่อเดือนก่อนที่โครงการจะยุติใน มี.ค.60 ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ของ ECB คุณ Michael Steen ได้ทวีตข้อความว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของ ECB ไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับการลดขนาดการเข้าซื้อพันธบัตร กระนั้นกระแสข่าวที่เกิดขึ้น เป็นตัวสะท้อนว่าตลาดเริ่มมองแล้วว่าบรรดาธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะยุติการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายทั้งการใช้ QE และดอกเบี้ยติดลบ ซึ่งจะทำให้นับจากนี้ US 10Y bond yield รวมไปถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศสากลหลักอื่นๆ ปรับลงยากและมีโอกาสที่จะเดินหน้าขึ้นต่อเนื่อง

การอ่อนค่าของเงินปอนด์เป็นอีก 1 ปัจจัยหลักที่ทำให้ US Dollar Index เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาพุ่งขึ้นแตะ 97 (5 วันแข็งค่ากว่า 1.7%) โดยเงินปอนด์ร่วงทำจุดต่ำสุดถึง 1.18 ปอนด์ต่อดอลลาร์ (อ่อนค่าแรงกว่า 6.3%) ก่อนจะลดช่วงลบมาเหลือ 1.24 ปอนด์ต่อดอลลาร์ คาดว่าเป็นผลมาจากการที่ นายกฯอังกฤษ เทเรซ่า เมย์ เริ่มดำเนินการใช้มาตรา 50 ในการร่างกฎหมายนำสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (เทเรซ่าได้ประกาศเมื่อ 2 ต.ค.) ซึ่งน่าจะเสร็จสิ้นก่อน เม.ย.60

การการดีเบตรอบ 2 ระหว่าง 2 ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคุณ ฮิลลารี คลินตัน และ โดนัล ทรัมป์ ในวันที่ 9 ต.ค. (เวลาเช้าของวันที่ 10 ต.ค. ตามเวลาประเทศไทย) จะเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อ US Dollar Index แม้ตลาดมองไม่ว่า ฮิลลารี หรือ ทรัมป์ ใครที่ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ก็จะทำให้ US Dollar แข็งค่า แต่จากสถิติตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่าง US Dollar กับคะแนนโพลของทรัมป์ จะมีค่า Correlation เกิน 0.5 สะท้อนว่า ถ้าคะแนนของทรัมป์มา US Dollar จะแข็งค่า ขณะที่ Correlation ของฮิลลารีและดอลลาร์จะมีค่อนข้างต่ำ ซึ่งผลสำรวจโอกาสในการชนะเลือกตั้ง

ล่าสุดBloomberg ได้ค่าเฉลี่ยออกมาเป็น ฮิลลารี 48.1% และ ทรัมป์ 44.3% โดยส่วนต่างคะแนนระหว่างฮิลลารี และ ทรัมป์ อยู่ที่ 3.8% ถ่างออกจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 2% แต่หุบเข้าจากต้นเดือน ก.ย. ที่ห่างกัน 4.8% มองการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 พ.ย.59 จะเป็นประเด็นใหญ่ต่อการลงทุนและการเคลื่อนย้ายกระแสเงิน โดยเฉพาะในช่วงใกล้วันลงคะแนน

หากผลสำรวจชี้ให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง  ด้วยนโยบายหาเสียงของ ทรัมป์ ทั้งการกีดกันการค้าและมาตรการภาษีเพื่อดึงดูดเงินเข้าสหรัฐ น่าจะทำให้กระแสเงินไหลเข้าเก็งกำไรใน US Dollar กระทบสกุลอื่นๆ ซึ่ง Emerging Market มีสิทธิ์ที่จะโดนหนัก Fund Flow น่าจะไหลออกรุนแรง ถือเป็นความเสี่ยงต่อตลาดโดยรวม โดยก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง 8 พ.ย.59 ยังมีการดีเบทที่ต้องติดตามอีก 2 ครั้งคือวันที่ 9 และ 19 ต.ค.59

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง