
ปัจจัยที่หุ้นไทยเลี่ยงไม่ได้
โดย มณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.วรรณ [email protected]
โดย มณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.วรรณ [email protected]
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงประมาณ 5% ซึ่งถือว่าปรับตัวลงอย่างร้อนแรงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยความผันผวนของกระแสการลงทุนที่ตลาดหุ้นไทยหลีกเลี่ยงการเผชิญไม่ได้ เกิดจากการหวนกลับมาสู่ความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการประชุมระหว่างวันที่ 20-21 กันยายนนี้ ที่มีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้น เมื่อสมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงในการพิจารณานโยบายการเงินเริ่มทยอยออกมาให้ความเห็นมากขึ้น โดยรายล่าสุด คือ นายเอริค โรเซนเกรน ประธานเฟดสาขาบอสตัน ได้กล่าวว่า สหรัฐฯ อาจเผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรง หากเฟดปล่อยให้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นระยะเวลานานเกินไป ถ้อยแถลงดังกล่าวส่งผลให้ความน่าจะเป็นของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนขยับขึ้นจากระดับ 28% สู่ 30% และทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นตาม นอกจากนี้ปัจจัยดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่รวมถึงตลาดหุ้นไทย อีกทั้งค่าเงินบาทได้ปรับตัวอ่อนค่าสู่ระดับต่ำสุดในรอบวันที่ 34.96 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างที่ทราบกันว่า FOMC มีกำหนดการประชุมอีกเพียง 3 ครั้งในปีนี้ ดังนั้น ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยรวมปรับตัวดีขึ้น ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นจังหวะที่ดีหากเฟดจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงคาดการณ์ว่าเฟดน่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพียงเล็กน้อย และจะเป็นการขึ้นเพียงครั้งเดียวในปีนี้แล้วเว้นระยะไปอีก 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยส่วนตัวผมมองว่าหากไม่รวมประเด็นแวดล้อมอย่าง Brexitเฟดควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา แม้ว่าสัญญาณทางเศรษฐกิจบางอย่างจะมีความขัดแย้งกันในเรื่องมุมมองการฟื้นตัว แต่การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำนานเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ก่อนการประชุม FOMC ที่จะมาถึงนี้ ยังคงมีตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อีกหลายตัวที่จะทยอยประกาศออกมา อาทิ ยอดค้าปลีก อัตราเงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สำคัญที่ Fed ใช้พิจารณาเช่นเดียวกัน
จากนี้ไป พอร์ตการลงทุนท่านควรเป็นอย่างไรนั้น สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นในช่วงนี้ไม่ได้ ผมแนะนำให้ชะลอการลงทุนเพื่อดูความชัดเจน แต่หากผู้ลงทุนระยะยาวแนะนำให้ทยอยสะสมได้ โดยเฉพาะเมื่อดัชนีต่ำกว่าระดับ 1,450 จุด รวมทั้งแนะนำให้ลงทุนในกองทุนประเภทได้รับสิทธิลดหย่อนทางภาษี เพราะอย่างน้อยที่สุด ผู้ลงทุนยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและซื้อลงทุนในต้นทุนที่ถูกลงหากเทียบกับการลงทุนในช่วงต้นปี ซึ่งระดับดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 1,500 จุด ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการลงทุน ประกอบกับการลงทุนในระยะยาวจะช่วยลดทอนความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นในขณะนี้
อย่างไรก็ดี ผมยังคงเชื่อมั่นว่า ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระยะยาวยังคงดีไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ผมเคยกล่าวถึง และเมื่อผลการประชุมมีความชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด นั่นหมายความว่าความไม่แน่นอนจากปัจจัยดังกล่าวก็จะลดลง และตลาดหุ้นก็จะมีโอกาสกลับรีบาวด์ได้ในที่สุด ครับ
“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”







