
สปิริตสนธิ
ชั่วโมงนี้คงไม่มีข่าวไหนจะใหญ่เท่ากับข่าวที่ “สนธิ ลิ้มทองกุล”
โดย...หงส์แดง [email protected]
ชั่วโมงนี้คงไม่มีข่าวไหนจะใหญ่เท่ากับข่าวที่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องเดินเข้าเรือนจำตามคำพิพากษาของศาลฎีกา
คดีที่ทำให้สนธิต้องสิ้นอิสรภาพนานถึง 20 ปี ไม่ใช่คดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อเหลือง แต่เป็นคดีทางธุรกิจของตัวเขาเอง
ศาลพิพากษาว่าสนธิมีความผิดฐานกระทำผิดพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จากกรณีที่บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ทำสำเนารายงานการประชุมของกรรมการบริษัทที่เป็นเท็จว่า มีมติให้บริษัทเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงไทยให้กับบริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ป
ในที่นี้คงไม่อาจก้าวล่วงไปยังคำพิพากษาของศาลฎีกาได้ เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว จากนี้ไปก็เป็นห้วงเวลาของการรับผิดชอบกับสิ่งที่ได้ทำเอาไว้
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นจากการเดินเข้าเรือนจำของสนธิเมื่อวันที่ 6 ก.ย. คือ “สปิริต”
พูดกันแบบไม่อ้อมค้อม ศักยภาพของสนธิมีมากพอที่จะหนีไปอยู่ต่างประเทศได้อย่างสบาย ไม่ต้องมานั่งๆ นอนๆ ในเรือนจำให้ใครมาดูแคลน แต่กลับไม่ทำเช่นนั้น
สนธิมาฟังคำพิพากษาตามที่ศาลนัดแบบไม่มีเงื่อนไข ถามว่าลึกๆ แล้วสนธิรู้ว่าต้องลงเอยในเรือนจำหรือไม่ แน่นอนว่าย่อมต้องรู้ไม่มากก็น้อย เพราะศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำคุกมาตลอด
การต่อสู้ในศาลฎีกาก็ทำได้แค่ข้อต่อสู้ในข้อกฎหมายเท่านั้น ไม่อาจต่อสู้ในข้อเท็จจริงได้อีก ดังนั้นลึกๆ แล้วย่อมอาจรู้อยู่แก่ใจว่าอย่างไรเสียคงสิ้นอิสรภาพแน่ๆ เหลือเพียงจะต้องรับโทษจำคุกมากหรือน้อยเท่านั้น
ผมไม่รู้นะครับว่าแต่ละคนคิดอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสนธิ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็น คือ การแอ่นอกยอมรับในกระบวนการยุติธรรมของเขา
ใครจะมองสนธิในบริบทใดก็สุดแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน แต่ผู้ทรงอิทธิพลอย่างสนธิกล้าเดินเข้าคุกแบบไม่มีโวยวายว่ากระบวนการยุติธรรมไม่มีความเป็นธรรม ย่อมเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม
ไม่เหมือนกับนักการเมืองบ้านเราบางคนที่ปากบอกว่าตัวเองบูชาประชาธิปไตยเหนือสิ่งอื่นใด แต่ศาลพิพากษาให้จำคุกเพราะการทุจริตและประพฤติมิชอบ กลับออกมาบอกว่า “ศาลไม่ยุติธรรม” “ใช้กระบวนการยุติธรรมกลั่นแกล้งครอบครัวผม”
หนำซ้ำยังหนีผลกรรมตัวเองไปอยู่ต่างประเทศ และใช้อิทธิพลของตัวเองสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศ เพื่อให้ตัวเองไม่ต้องรับความผิด
ผมคงมิบังอาจบอกว่านักการเมืองบ้านเราควรเอาสนธิเป็นแบบอย่าง แต่อย่างน้อยที่สุดทุกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนไทยย่อมควรต้องยอมรับกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าผลตัดสินสุดท้ายตัวเองจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ
กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คือ เครื่องมือสำคัญที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เป็นด่านสุดท้ายของการตัดสินข้อพิพาทอย่างสันติวิธี
ถ้าคนไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมเสียแล้ว ประเทศจะมีความสงบได้อย่างไร







