posttoday
เพราะรถคันแรก

เพราะรถคันแรก

02 กันยายน 2559

ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. กับการอธิบายปัญหา “จราจรติดขัด”

โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]

ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. กับการอธิบายปัญหา “จราจรติดขัด” ในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าเป็นเพราะ “รถคันแรก” นั้น เป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์ต่อนะครับ

จริงอยู่ที่โครงการ “รถคันแรก” ได้สร้างดีมานด์เทียม ทำให้หลายคนซื้อรถออกมาขับโดยไม่จำเป็น แต่ในด้านดี ก็ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่หยุดชะงักช่วงมหาอุทกภัยใหญ่ปี 2554 ฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว แต่คำถามก็คือว่ารถที่ออกมาช่วงนั้น เยอะจนทำให้จราจรติดขัดทั่วกรุงเทพฯ จริงหรือ

คำตอบของผมและของหลายๆ คนก็คือ “ไม่ใช่”

หากใครอายุมากหน่อย คงพอจำได้ว่า กรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องการจราจรอย่างน้อยก็ 30 ปีแล้ว เพราะตั้งแต่ปี 2520 การเจริญเติบโตของเมืองขยายออกอย่างไร้ทิศทาง ไม่มีระบบผังเมือง ไม่มีการจัดศูนย์กลางเมือง ทำให้ย่านการค้าถูกขยายสะเปะสะปะไปหมด ทั้งย่านสีลม สุขุมวิท พระรามเก้า สาทร คนจากทั่วสารทิศจึงต้องถ่อเข้ามาในจุดต่างๆ ของเมือง เพื่อรับใช้ระบบเศรษฐกิจ

ในอดีต วิธีเดียวที่สามารถเข้าไปใจกลางเมืองก็คือ รถเมล์ ที่คนมหาศาลแออัดกันตลอดช่วงเวลาเร่งด่วน และถ้าวันใดมีเหตุผิดปกติ เป็นต้นว่า เปิดเทอมวันแรก หรือฝนตกน้ำท่วม ก็ต้องยัดกันนานแสนนาน ขณะเดียวกันก็ยังเสี่ยงกับคุณภาพรถ-คุณภาพคนขับ ที่ต้องลุ้นกันเหมือนเสี่ยงเซียมซี

ฝันของคนกรุงเทพฯ จึงหนีไม่พ้นการดาวน์รถสักคัน เพื่อจะได้ไม่ต้องอัดเป็นปลากระป๋องวันละเกินสามชั่วโมง และอย่างน้อยการมีรถ อาจช่วยได้หากเกิดเหตุฉุกเฉินจำพวกญาติผู้ใหญ่ต้องรีบเข้าโรงพยาบาล

เมื่อระบบ “รถไฟฟ้า” เปิดให้บริการปี 2542 ที่อยู่อาศัยใกล้เคียงสถานี ก็ถูกจับจองปั่นราคาโดยกลุ่มทุน พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมราคาแพง จนคนทั่วไปไม่อาจเป็นเจ้าของได้อย่างรวดเร็ว ย่านที่พักถูกเขยิบออกจากลาดพร้าว ไปสู่รังสิต บางบัวทอง พุทธมณฑล ซึ่งก็ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพไปถึงอยู่ดี

ผ่านมา 17 ปี รถไฟฟ้าเพิ่งมีระยะทางรวม 110 กิโลเมตร ขณะที่เมืองมีประชากร 10 ล้านคน ขยายออกไปทุกทิศ ทว่า ระบบรถเมล์ยังไร้การพัฒนา และระบบ “ผังเมือง” ยังไม่อยู่ในนิยามศัพท์ของหน่วยงานรัฐ ขณะเดียวกัน ศูนย์กลางอาคารพาณิชย์ยังคงถูกกระจายออกไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางรถไฟฟ้าเกิดใหม่และตามแต่ “นายทุน” จะสร้างโครงการอะไรได้

ในเวลาที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ขยายออกไปเรื่อยๆ โครงการพัฒนา “หัวเมือง” แต่ละจังหวัด กลับย่ำอยู่กับที่ ด้วยเหตุนี้ คนต่างจังหวัดก็ยังต้องแห่เข้ากรุง ไม่ต่างกับเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

การตั้งใจบริภาษนโยบาย “รถคันแรก” จึงดูจะ “ตื้นเขิน” ไปหน่อย ขณะเดียวกัน การตั้งโจทย์ว่าหากมีรถไฟฟ้าครบทุกสายแล้ว การจราจรจะหายติดขัดก็น่าจะเป็นการประเมินที่ผิดพลาดเช่นกัน

เพราะฉะนั้น หากไม่กระจายเมืองบริวารให้เจริญมากขึ้น หากไม่สามารถควบคุมระบบผังเมือง และไม่สามารถสร้างระบบขนส่งขนาดเล็ก หรือรถเมล์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำคนจากตรอกซอกซอยให้มาขึ้นรถไฟฟ้า ต่อให้ระบบรางเพิ่มอีก 400 กิโลเมตร การจราจรในกรุงเทพฯ ก็ยังคงสาหัสสากรรจ์อย่างนี้อีกหลายชั่วอายุคนต่อไป

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก