ปัจจัยเร่งซาลง
โดย...บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย
โดย...บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย
ผลประกอบการของตลาดในงวด 2Q59 มีกำไรสุทธิรวมที่ 2.45 แสนล้านบาท +5.29% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า และ +14.4% เมื่อเทียบปีต่อปี หากดูเฉพาะบริษัทที่ KS Research ออกบทวิเคราะห์จะมีกำไรสุทธิรวม 1.98 แสนล้านบาท +3.7% QoQ 7.4% YoY ใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ โดยผลกำไรสุทธิครึ่งปีแรกจะอยู่ที่ 3.89 แสนล้านบาทคิดเป็น 54% เมื่อเทียบกับประมาณการณ์กำไรทั้งปีที่ 7.10 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ผลประกอบการงวด 2Q59 ที่ 2.45 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นผลกำไรในงวดไตรมาส 2ที่สูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องมาจากมีการปรับรายการพิเศษใหญ่ๆจากกลุ่มพลังงานและกลุ่มประกันฯ
ผลประกอบการงวดไตรมาส 2 ปี 59 แม้ว่าจะใกล้เคียงกับที่ KS Research คาดไว้ แต่ก็มากกว่าที่ Consensus คาดการณ์เกือบ 10% ซึ่งนำไปสู่โอกาสในการที่ Consensus จะปรับประมาณการณ์และเป้าหมาย SET Index ขึ้น โดยผลประกอบการในงวดครึ่งปีแรกของปี 59 ของบริษัทที่ KS Research ออกบทวิเคราะห์ มีสัดส่วน 54% เมื่อเทียบกับประมาณการณ์กำไรทั้งปี 7.1 แสนล้านบาท ถือว่ากำไรครึ่งปีแรกเป็นไปอย่างที่คาดหมาย และทำให้ผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังไม่น่าจะแตกต่างไปจากที่คาด
ที่น่าสังเกตคือความสัมพันธ์ระหว่างการปรับกำไรและเป้าหมายของ Consensus และ SET Index มักจะเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามคือ เมื่อ Consensus มีการปรับประมาณการณ์ขึ้น SET Index มักตอบรับเชิงลบด้วยการปรับลดลง
นอกจากนั้น SET Index ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 19.4% และเป็นการขึ้นหลังจากสิ้น มิ.ย.59 6.2% สะท้อนว่าดัชนีได้ขึ้นตอบรับความคาดหวังเรื่องผลประกอบการที่ออกมาดีไปหมดแล้ว นอกจากนั้นประเด็นการเมืองที่มีความชัดเจน ได้ทำให้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่การลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.59 กว่า 1.2% บ่งบอกว่าตลาดมีการรับรู้ Road Map การเลือกตั้งไปเรียบร้อย ซึ่งแผนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 หรือต้นปี 2561 เป็นไปตามที่ KS Research มองและตั้งสมมติฐานในประมาณการณ์ไว้แล้ว ทำให้ต่อจากนี้ตลาดจะเริ่มขาดปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ๆ โอกาสที่ SET Index จะขึ้นต่อเนื่องไปอีกจากเดิมจึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย ฝ่ายวิจัยจึงยังคงประมาณการณ์ EPS ปี 2559 ไว้ที่ 92.8 บาทต่อหุ้น พร้อมคงเป้าหมาย SET Index ไว้ที่ 1,531 จุด
ปัจจัยเร่งต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้าทั้ง Road Map การเลือกตั้ง การเก็งกำไรผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ตลาดได้ซึมซับและขึ้นตอบรับกับไปหมดแล้ว ยังเหลือก็เรื่องของ Fund Flow ที่ตลาดยังคาดหวัง ที่จะเห็นการถากโถมเข้ามาต่อเนื่องจากที่เข้ามาตั้งแต่ 28 มิ.ย.59 กว่า 7.7 หมื่นล้านบาท
มองการเข้าซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ มีโอกาสที่จะชะลอและช้าลง หลังมีการซื้อต่อเนื่องยาวมาตั้งแต่ 15 ก.พ.59 กว่า 1.2 แสนล้านบาท โดยมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 1,440 จุด เป็นอัตราผลตอบแทน 7.3% เมื่อบวกกับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีทุนเฉลี่ยที่ 35.18 บาทต่อดอลลาร์ และเงินปันผลที่ได้มาระหว่างทาง นักลงทุนต่างประเทศสามารถทำผลตอบแทนไปได้เกือบ 10% สามารถที่จะขายทำกำไรได้ตลอดเวลา
นอกจากนั้นยังมีสัญญาณเตือนจากการเปิดสถานะ Short ใน SET50 Futures กว่า 2 หมื่นสัญญา มาตั้งแต่ 5 ส.ค.59 ถือเป็นการ Short สะสมต่อเนื่องที่มากที่สุดของปี 2559 ขณะที่สถานะคงค้างไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่การเปิด Short จะประกอบไปด้วยการปิดสถานะ Long ที่สะสมไว้มาตั้งแต่ต้นปี ล่าสุดเหลืออยู่ 1.36 แสนสัญญา และเป็นการเปิดสถานะใหม่ด้วยการ Short ที่ในซีรีย์ที่ไกลมากขึ้น ซึ่งเป็นการสะท้อนมุมมองเชิงลบในอนาคต







