
รถยนต์ไฟฟ้ามาแรง
จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ส่งเสริม 3 กลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) คือ รถยนต์นั่งไฟฟ้า รถยนต์นั่งไฟฟ้าขนาดเล็ก และรถโดยสารไฟฟ้า พร้อมตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางภูมิภาคสอดรับกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ หรือ New S-Curve
โดย ดร.การดี เลียวไพโรจน กรรมการผู้จัดการ C asean [email protected]
จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ส่งเสริม 3 กลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) คือ รถยนต์นั่งไฟฟ้า รถยนต์นั่งไฟฟ้าขนาดเล็ก และรถโดยสารไฟฟ้า พร้อมตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางภูมิภาคสอดรับกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ หรือ New S-Curve
ซึ่งในหลายประเทศมีการเปลี่ยนแพลตฟอร์มการผลิตจากรถยนต์ที่มีการสันดาปภายในมาสู่การผลิต EV โดยที่การผลิต EV มีความซับซ้อนน้อยกว่า ใช้จำนวนชิ้นส่วนน้อยกว่า เหลือเพียง 1 ใน 3 เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนชิ้นส่วนของรถยนต์ทั่วไป
นั่นหมายถึงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นต้องปรับตัว เพราะทิศทาง EV ของโลกนั้นกำลังมาแรง
แนวโน้มรถ EV ทั่วโลกดูสดใส แม้ว่าต้นทุนการผลิตและราคา EV ในตลาดปัจจุบันยังสูงเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่ในอนาคตอันใกล้ ราคาแบตเตอรี่และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มที่จะถูกลง เนื่องจากรัฐบาลในหลายประเทศมีการยกเว้นภาษีการผลิตและการนำเข้าชิ้นส่วน ไม่ว่าจะเป็น จีน เกาหลี อินเดีย รัสเซีย
โดย Bloomberg New Energy Finance คาดการณ์ว่าภายในราว 2 ทศวรรษนี้ สัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะมีสูงถึง 35% ของรถยนต์ทั้งหมด
การใช้ EV รอบเอเชียเติบโตสูง ประเทศจีนได้รับการจับตาจากทั่วโลก เพราะทางรัฐได้ประเมินว่าภายในอีก 4 ปีข้างหน้า การใช้ EV บนท้องถนนในจีนจะมากถึง 5 ล้านคัน เป็นอย่างน้อย และทางรัฐและเอกชนมีการทุ่มทุนด้านการวิจัยและพัฒนาใน EV กว่า 8,600 ล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกแซงหน้าสหรัฐอเมริกา ในขณะที่เกาหลีตั้งเป้าให้มีสัดส่วน EV บนท้องถนนอย่างน้อย 50% ภายในปี 2563 ทั้งนี้ เป็นผลพวงมาจากการส่งเสริมของรัฐทำให้แบตเตอรี่และระบบการชาร์จราคาถูกลงอย่างมหาศาล
เพื่อนบ้านอาเซียนอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์เร่งเครื่องสนับสนุน EV โดยรัฐบาลมาเลเซียสั่งนำเข้ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าเทสลา 100 คัน ในปีนี้ โดยยกเว้นภาษีนำเข้าเพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้ EV แทนรถยนต์ธรรมดา
ด้านสิงคโปร์มีเป้าหมายที่จะลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอน 36% ภายในปี 2573 สิงคโปร์จึงเร่งส่งเสริมการใช้ EV ในรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ เพราะมีปริมาณการใช้งานและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงที่สุด และมีการตั้งเป้าว่าจะมีการใช้ EV ไม่ต่ำกว่า 50% ของการใช้รถทั้งหมดภายใน 3 ทศวรรษข้างหน้า
โครงการ Electric Car Sharing ในสิงคโปร์ เป็นอีกแนวทางหนึ่งเพื่อสร้างความรับรู้และแนะนำให้ผู้ใช้รู้จัก EV มากขึ้นโดยไม่ต้องเป็นเจ้าของเอง ภายในปีหน้านี้เราสามารถจอง EV ผ่านทางโมบายแอพพลิเคชั่นได้ และสามารถไปรับรถได้ที่โครงการบ้านการเคหะ และจะมีการติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้า 250 จุด รอบเกาะสิงคโปร์ และตั้งเป้าเป็น 2,000 จุด ภายใน 4 ปีข้างหน้า นับว่าเป็นการส่งเสริมเพื่อให้เกิดการทดลองใช้ EV และสร้างความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีใหม่
คู่ขนานไปกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลายในอนาคต







