
อำนาจในมือคุณ
เลือกตั้ง สส. 4 ปี มีครั้งหรืออาจจะเป็น 2 ปี มีครั้งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา
โดย...หงส์แดง [email protected]
เลือกตั้ง สส. 4 ปี มีครั้งหรืออาจจะเป็น 2 ปี มีครั้งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา แต่สำหรับการออกเสียงประชามติไม่ได้มีปฏิทินแน่นอน
ความทรงจำของผมเท่าที่จำได้คิดว่าการออกเสียงประชามติของประเทศไทยเพิ่งมีอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2550 เพื่อถามว่าประชาชนเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 หรือไม่
เจตนารมณ์ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ต้องการให้ประชามติในขณะนั้น ผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งท่านต้องการสร้างบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยภายใต้บรรยากาศทางการเมืองที่ไม่เป็นปกติ
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีเวลานั้น ค่อนข้างแคร์เรื่องอารมณ์ของสังคมพอสมควร ต้องการให้เกิดบรรยากาศแบบประชาธิปไตยปกติ แต่อีกด้านหนึ่งก็
ไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายในช่วงสถานการณ์พิเศษ
ด้วยหลักคิดแบบนี้เอง เลยมีผลให้ คมช. จึงเลือกแนวทางการให้เสรีภาพทางความคิดอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความชอบธรรมกับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
อย่างที่ทราบกันดีว่าผลของการออกเสียงประชามติ ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ 57.81% ต่อ 42.19% มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 57.61% แต่ผลของการประชามติเมื่อปี 2550 ไม่ได้จบลงแค่การที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากประชาชนเท่านั้น
ในอีก 5 ปีต่อมา เสียงของประชาชนที่ลงประชามติเมื่อปี 2550 กลับมีความหมายเป็นรูปธรรมอย่างไม่น่าเชื่อ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีผลนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับต้องผ่านการทำประชามติก่อนว่าประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่
จากที่เคยคิดว่าเสียงของประชาชนมีความหมายแค่ 4 วินาทีก็เปลี่ยนไป ซึ่งต่างจากที่ใครต่อใครเคยพูดกันก่อนหน้านี้ ที่สำคัญยังเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ไม่ให้ใครใช้อำนาจทางการเมืองมาทำร้ายกฎหมายสูงสุดของประเทศตามอำเภอใจได้ด้วย
มาครั้งนี้ประเทศไทยกำลังจะมีประชามติอีกครั้ง เดิมทีตอนแรกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้ต้องการให้มีประชามติ ดูได้จากตอนมีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ฉบับแรกก็ไม่ได้บัญญัติเรื่องการทำประชามติเอาไว้ ด้านหนึ่งคงเป็นเพราะกลัวเกิดความวุ่นวาย
ถ้า คสช.ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในช่วงหลัง การประชามติที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ก็คงไม่เกิด
จากปี 2550-2559 รวมเวลาเบ็ดเสร็จ 9 ปี แถมการประชามติในอดีตกับปัจจุบันก็บังเกิดขึ้นในเดือน ส.ค.เหมือนกัน และแถมยังเป็นประชามติในสถานการณ์พิเศษเหมือนกันอีก
ทราบดีครับว่าเวลานี้คลื่นแทรกค่อนข้างเยอะ ทั้งเสียงจากฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน บางคนบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญอาจไม่ดีทุกมาตรา แต่ก็น่าจะพอไปได้ บางคนบอกว่ามีเนื้อหาบางส่วนไม่เป็นประชาธิปไตย จึงไม่ควรรับร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
ข้อมูลและวาทกรรมเหล่านี้หลั่งไหลออกมาเยอะมากในช่วงโค้งสุดท้าย หวังชิงไหวชิงพริบเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตัวเอง
แต่ไม่ว่าใครจะพูดโน้มน้าวอย่างไร สุดท้ายคนตัดสินว่าจะให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่านคือประชาชน
เสียงประชาชนยังเป็นเสียงสวรรค์เสมอ อย่าให้ใครเอาเสียงของประชาชนไปอ้างเพื่อทำลายอีกฝ่ายและสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง







