posttoday
ลงทุนหลัง BREXIT

ลงทุนหลัง BREXIT

20 กรกฎาคม 2559

โดย รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส

โดย  รัชต์  โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส

สวัสดีครับ  หลังจากผลประชามติครั้งใหญ่ของสหราชอาณาจักรออกมาว่า 52% ของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกที่จะให้สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ก็สร้างความผันผวนให้ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกไม่น้อย

ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้  นักลงทุนก็ย่อมต้องการทางเลือกที่สร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ในขณะที่ฝั่ง Brexit มีคะแนนนำในประชามติของสหราชอาณาจักร นักวิเคราะห์จำนวนมากก็ออกมาบอกว่า การหันหลังให้สหภาพยุโรปอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร ซึ่งอาจย่ำแย่ขนาดที่ต้องเผชิญสภาวะเศรษฐกิจถดถอย และยังอาจส่งผลกระทบในวงกว้างไปถึงประเทศสมาชิกอื่นๆ ในสหภาพยุโรปในแง่ที่อาจสร้างความลังเลสงสัยว่ายังสมควรอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไปอีกหรือไม่ ซึ่งนั่นหมายถึงเสถียรภาพของสหภาพยุโรปในอนาคต ประเด็นเหล่านี้สร้างความวิตกต่อเศรษฐกิจยุโรปและภูมิภาคต่างๆ อยู่พอสมควร

แต่ความตึงเครียดทั้งหลายนี้ไม่ได้สะเทือนต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

สัญญาณเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนนับว่าปรับตัวดีขึ้นอย่างน่าสนใจ ทั้งในด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน การจับจ่ายใช้สอยในครัวเรือน และแนวโน้มที่ขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ดีดตัวขึ้นสวนทางกับดัชนีทั่วโลก ในขณะที่อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรทั่วโลกถูกกดต่ำลงด้วยเม็ดเงินลงทุนที่ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงด้วยความตระหนกต่อผลกระทบที่จะตามมาจากประชามติ Brexit

ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 3% จากปีก่อน และสร้างสถิติ New High โดยยืนเหนือระดับ 2,162 จุด และสร้างสถิติ New High ต่อเนื่อง 3 วันติดต่อกัน โดยได้ปัจจัยหนุนจากการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่  287,000 ตำแหน่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่คาดการณ์และปรับตัวสูงสุดในรอบ 8 เดือน สอดคล้องกับยอดขอรับสวัสดิการที่ปรับตัวลดลง สะท้อนความเชื่อมั่นในตลาดแรงงานที่มีมากขึ้น  ด้านภาคผลิตและบริการก็ส่งสัญญาณที่ดีเช่นกัน โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (Markit’s PMI) ในเดือนมิถุนายนขยับขึ้นมาที่ 51.3 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน  สำหรับภาคบริการ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ออกมาเปิดเผยว่า  ภาคบริการของสหรัฐฯ มีการขยายตัวสูงสุดในรอบ 7 เดือน โดยได้รับแรงหนุนจากการจ้างงานและคำสั่งซื้อใหม่ที่พุ่งขึ้น โดยดัชนีภาคบริการของ ISM ในเดือนมิถุนายน ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.5 เพิ่มขึ้นจากระดับ 52.9 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 และสูงกว่าระดับ 53.3 ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์

นอกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นแล้ว หลังประชามติ Brexit ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ก็ปรับตัวขึ้นรับเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าเช่นกัน  เห็นได้จาก MSCI Emerging Markets ETF (EEM) ซึ่งปรับตัวขึ้นถึง 10% แล้วนับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งผมมองว่า ตลาดเกิดใหม่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกโดยได้อานิสงส์จากการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผนวกกับการที่ Fed ยังไม่เร่งรีบที่จะขึ้นดอกเบี้ย  ขณะที่หุ้นเยอรมันร่วงลงไปแล้ว 6% และดัชนีนิกเคอิก็ตกลงมาถึง 14% . (Source: Bloomberg, as of 14 July 2016)

สำหรับท่านนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและทนต่อความผันผวนในตลาดหุ้นต่างประเทศได้ ผมมองว่าหุ้น  2 กลุ่มนี้ คือ หุ้นสหรัฐฯ และหุ้นใน Emerging Market ก็ยังสามารถให้โอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจได้อยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเน้นย้ำเสมอคือ การจับจังหวะลงทุนและการคัดเลือกหุ้นรายตัวโดยย้อนกลับไปหากลยุทธ์ที่เน้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักยังถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงเช่นนี้  ส่วนท่านที่ไม่มีเวลาติดตามสภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด การเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศก็เป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจให้ได้ครับ

ผู้ลงทุนโปรด “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก